หญิงสาวหรี่ตาลง แววตาเผยความดุร้าย “เจ้าช่างโอหังเสียจริง คิดจะฆ่าล้างทั้งดันเจี้ยนเลยหรือ?”
“แต่เดิมก็ไม่ได้คิดไว้หรอก กะว่าจะผ่านไปแบบขอไปทีแล้วกลับเลย” อินซิวเอ่ยเสียงเย็น พลางยกดาบในมือขึ้น จ้องมองเงาร่างของหญิงสาว “ต้องขอบคุณเจ้าที่ทำให้ข้าเกิดแรงกระตุ้นอยากล้างดันเจี้ยนสักแห่งจนหมดอีกครั้ง”
รอยยิ้มเย็นเยียบของอินซิวไม่ได้ทำให้แค่หญิงสาวตัวสั่น แม้แต่อสูรกายในเมืองเล็กยังหนาวสะท้าน
“ที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น! แล้วเจ้าจะไปหาเรื่องเขาทำไม!”
“ฟ้าดินเป็นพยาน เขาอ่อนโยนขึ้นกว่าเมื่อเพิ่งมาถึงเมืองเล็กตั้งเยอะ กลางดึกก็ไม่ออกมาฟันพวกเราเองแล้ว อ่อนโยนสุด ๆ”
“ฮือ ๆ… ใช่เลย ฉันเองก็ไม่ได้ถูกเขาเอาดาบชี้หน้ามานานแล้ว”
“คิดดูแล้วก็แอบคิดถึงอยู่เหมือนกัน”
“ห้ามคิดถึงเด็ดขาด! พวกเจ้าอยากตายกันนักหรือไง!”
“ชู่ว ๆ อย่าพูดแล้ว เจ้าแม่ราตรีกำลังโมโห”
หญิงสาวนิ่งเงียบอยู่ท่ามกลางหมอกขาว หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามอย่างลังเลว่า “เป็นเพราะเด็กหญิงอสูรกายนั่นหรือ?”
อินซิวไม่ตอบ แต่ความเงียบของเขาก็คือคำตอบโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
หญิงสาวหัวเราะเยาะ “ทำไมล่ะ? นางก็เป็นอสูรกายเหมือนกัน ข้าแค่ใช้ประโยชน์จากนางให้ไปฆ่านายกเทศมนตรีเท่านั้น นางตายก็ตายไปสิ มีอะไรให้เจ้าโมโห?”
แววตาของอินซิวลุกโชนด้วยโทสะ
“เจ้าหลอกยาหยาให้แตะแท่นบูชา บีบให้นางฝ่าฝืนกฎของเมืองเล็ก”
“ใช่”
“เพราะฝ่าฝืนกฎ ครอบครัวของนางจึงกลายเป็นเสี้ยนหนามในสายตาชาวเมือง ยายกับแม่ของนางต่างกลายเป็นเครื่องสังเวยของเจ้า เพื่อระงับความโกรธของชาวเมือง”
“ถูกต้อง”
“เจ้าใช้ข้าหลอกให้ยาหยาออกหน้าไปเผชิญหน้ากับนายกเทศมนตรี จนทำให้นางตาย”
“แล้วอย่างไร?”
อินซิวจ้องหญิงสาวที่ยังคงมีสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจหนักอึ้งออกมา “ช่างเถอะ ข้าไม่อยากพูดกับเจ้าให้มากความแล้ว”
