หนวดรอบกายเงาดำเริ่มบิดพลิ้วอย่างกระสับกระส่าย แต่ปากยังยืนกรานว่า “สัตว์ประหลาดตัวนั้นต่างหากที่เป็นตัวปลอม ฉันต่างหากของจริง”
อินซิวไม่สนใจคำแก้ตัวของมันแม้แต่น้อย กลับชักดาบออกมาด้วยท่าทีเย็นเยียบ ดวงตาหรี่ลง “บางทีฉันคงอยู่ในเมืองเล็กอย่างสงบมานานเกินไป พวกอสูรกายอย่างพวกแกถึงได้เหิมเกริมกันขึ้นมาทีละตัว ตอนนี้ถึงกับแก้ไขความทรงจำของฉันเป็นแล้วสินะ”
“กล้าดีนี่พวกแก...”
พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเย็นเยียบและไม่พอใจของอินซิว แสงเย็นวาบจากคมดาบก็ส่องประกายในความมืดมิด “ลองทายดูสิว่าอสูรกายที่เคยทำให้ฉันโกรธจนถึงตอนนี้มีจุดจบแบบไหน?”
เงาดำถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยิ่งมันหวาดระแวงอินซิวมากเท่าไร อินซิวก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ตัวที่อยู่ตรงหน้านี่แหละคือของปลอมตัวจริง
ฆ่ามันเสียก็จะรู้ได้ว่าความทรงจำที่สับสนของตัวเองเป็นอย่างไรกันแน่
อินซิวค่อย ๆ ยกดาบขึ้น ในชั่วขณะที่เขาฟันใส่เงาดำ พื้นที่ทั้งหมดพลันแปรเปลี่ยนวูบไหว ก่อนจะกลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ส่วนเงาดำตรงหน้าก็หายไปแล้ว
ตัวหมากเงาดำบนกระดานพลันกลายเป็นเถ้าถ่าน สลายหายไปกลางอากาศ บนกระดานปรากฏข้อความว่า ‘โปรดเดินหน้า’ ขึ้นมาอีกครั้ง
“หนีทำไมล่ะ?” เย่เทียนเสวียนเท้าคาง ยิ้มตาหยีพลางหยอก “นั่นไม่ใช่ของล้ำค่าที่นายอยากได้มากหรอกหรือ?”
เงาดำถลึงตามองเย่เทียนเสวียนด้วยสีหน้าบึ้งตึง คนคนนี้ช่างถนัดพูดจาเหน็บแนมเสียจริง
“แค่ตื่นขึ้นมาครั้งเดียวจะเป็นอะไรไป ยังเหลืออีกช่อง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะตื่นขึ้นมาได้อีก” เงาดำเชิดคางส่งสัญญาณให้เย่เทียนเสวียนเล่นหมากต่อ
เหลืออีกช่องเดียวก็จะถึงเส้นชัย อินซิวไม่มีทางอ้อมไปไหนได้อีกแล้ว จะไปถึงเส้นชัยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับช่องสุดท้ายนี้ ตอนนี้หลีม่อกับยาหยาอยู่ในช่องอื่นกันหมด เขาจะผ่านช่องนี้ไปได้ด้วยตัวคนเดียวหรือไม่ก็ต้องดูที่ตัวเขาเองแล้ว
