“จะปล่อยนายก็ได้” เย่เทียนเสวียนจับเสื้อของอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน ขณะออกแรงกดเขาออกไปนอกหน้าต่าง ก็ยังไม่ลืมประคองไม่ให้ตกออกไปจนหมด ความรู้สึกเหมือนแขวนค้างอยู่กลางอากาศ จะตายก็ไม่ตายเช่นนี้ทำเอาผู้เล่นแทบสติแตก
“เอาอุปกรณ์ที่ฉันขอเมื่อกี้มาให้ก่อน แล้วเดี๋ยวไปช่วยฉันจัดการอสูรกายตัวหนึ่งด้วย เสร็จแล้วฉันค่อยคิดว่าจะไว้ชีวิตนายหรือเปล่า” เย่เทียนเสวียนต่อรองอย่างสบายอารมณ์
ตอนนี้เขาอยากได้คืบจะเอาศอกแค่ไหนก็ไม่มีใครห้ามได้ จึงยิ่งหน้าหนาเข้าไปใหญ่
“จัดการ...อสูรกายเหรอ? ฉันให้อุปกรณ์นายไปหมดแล้ว ทำไมยังต้องช่วยนายจัดการอสูรกายอีก...” ผู้เล่นแทบร้องไห้
“ก็พูดมาสิว่าจะจัดการหรือไม่จัดการ ถ้าไม่ทำ ฉันจะจัดการนายเดี๋ยวนี้แหละ” เย่เทียนเสวียนขึ้นเสียงแข็ง แล้วทำท่าจะปล่อยมือจากเสื้อของเขา
อีกฝ่ายสะดุ้งด้วยความตกใจ รีบร้องลั่น “อย่าปล่อยมือ! อย่าปล่อย! ฉันให้อุปกรณ์นาย! แล้วก็จะช่วยจัดการอสูรกายด้วย! ขอแค่นายไว้ชีวิตฉัน จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น!”
คราวนี้เย่เทียนเสวียนถึงได้ดึงอีกฝ่ายกลับมาจากหน้าต่างอันตรายอย่างไม่เต็มใจ ผู้เล่นคนนั้นหน้าซีดเผือดเพราะความหวาดกลัว มือสั่นเทาขณะควักเหรียญออกจากกระเป๋าส่งให้เย่เทียนเสวียน เชื่อฟังว่าง่าย ไม่เหลือเค้าความดุร้ายแม้แต่น้อย
อินซิวเหลือบมองจากหางตา เห็นเงาร่างเลือนรางยืนอยู่ข้างเย่เทียนเสวียน ดูคล้ายประตูบาป
เงานั้นสวมเสื้อสีแดง และสวมหน้ากากสีขาวคล้ายกับของหลีม่อ มีเพียงรอยบนหน้ากากเท่านั้นที่เป็นสีแดง
มันยืนอยู่ข้างเย่เทียนเสวียน กระซิบอะไรบางอย่างกับเขาไม่หยุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวโอหัง “ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน...”
