“เร็วเข้า พวกเราก็รีบหนีกันเถอะ!” เห็นอินซิวยืนนิ่งอยู่กับที่ ผู้เล่นหน้าใหม่ก็ร้อนใจจนดึงแขนเขา
อินซิวค่อย ๆ ลดมือลงจากด้ามดาบ
ช่างเถอะ ดันเจียนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก อย่าเพิ่งวู่วามฆ่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกฎจะดีกว่า
รอดูสถานการณ์ก่อน อยากฆ่าเมื่อไรก็ฆ่าได้ ไม่ต้องรีบร้อนตอนนี้
“ไปกันเถอะ” อินซิวเก็บจิตสังหาร ก่อนหันไปเดินตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
“จะไปไหน?” ผู้เล่นหน้าใหม่ชะงัก ก่อนเดินตามอินซิวไปโดยไม่รู้ตัว ทว่าในหมอกหนาทึบเช่นนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้อีก
อินซิวกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาบ้านหลังใหญ่ที่สุดในเมือง
ในกฎเขียนไว้ว่าสามารถขอความช่วยเหลือจากชาวเมืองคนอื่นได้ แม้ข้อนี้จะเขียนไว้ให้พวกเดียวกันอ่าน แต่ย่อมใช้ได้ผลกับผู้หญิงคนนั้นแน่
เมื่อเห็นชาวเมืองทุกคนปิดประตูแน่น ไม่ยอมรับพวกเขาเข้าไป ก็พอจะยืนยันได้ว่าภายในบ้านปลอดภัย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคำเตือนให้พยายามอยู่แต่ในบ้านตอนกลางวัน
อินซิวสังเกตเห็นว่าบ้านที่อยู่ใกล้ด้านหลังรูปปั้นมากที่สุดเป็นเรือนไม้สองชั้น ซึ่งสูงกว่าบ้านหลังอื่นในเมืองเล็กแห่งนี้มาก ดูจากรูปร่างแล้วคงสร้างมานาน ตัวบ้านผ่านการซ่อมแซมหลายครั้ง มีร่องรอยกรำแดดฝนเต็มไปหมด แต่ก็ยังแข็งแรง ขนาดและความสูงของมันทำให้ดูเหมือนที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่พักอาศัย
อินซิวเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังแตกตื่นตรงไปยังบ้าน เขาพินิจประตูที่ปิดสนิท ก่อนมองหน้าต่างซึ่งรูดม่านปิดไว้ แล้วตัดสินใจยกก้อนหินบนพื้นขึ้นมาจ่อที่ประตู
ในเมื่อชาวเมืองไม่อยากช่วยพวกเขา เช่นนั้นก็ต้องบังคับให้ช่วย
เขายกก้อนหินขึ้นเคาะประตูอย่างสุภาพ แล้วเอ่ยถามว่า “สวัสดี มีใครอยู่ไหม?”
ภายในบ้านไม่มีเสียงตอบ แต่หลังบานประตูกลับมีเสียงหายใจดังขึ้นหลายเสียง
อินซิวไม่สะทกสะท้าน เอ่ยต่อว่า “ฉันรู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน ฉันจะนับถึงสาม ถ้ายังไม่เปิดประตู ฉันจะทุบให้พังแล้วเข้าไป ถึงยังไงถ้าไม่เปิดประตู ฉันก็ต้องตายอยู่ข้างนอก สู้ก่อนตายลากพวกคุณไปด้วยกันดีกว่า”
