เมื่อเห็นร่างอีกฝ่ายสั่นเทา ลู่หยวนมีประกายสีทองฉายวาบในดวงตา ก่อนเอ่ยถามเสียงขรึมว่า
“พวกลัทธิเซียนอมตะมาที่นี่ด้วยแผนการใด?”
เด็กหนุ่มสูดหายใจเฮือกหนึ่ง พลางเกาหัว
“ข้าไม่รู้ขอรับ เบื้องบนแค่สั่งให้ข้ามาที่นี่คอยเฝ้าระวัง”
“พวกเจ้ามากันกี่คน?”
“พวกเขาไม่ได้บอกขอรับ”
“มีคนอื่นมารับช่วงต่อหรือไม่?”
“ไม่ทราบขอรับ”
เด็กหนุ่มทำหน้าอัดอั้น ฝืนยิ้มออกมาอย่างน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้
“ใต้เท้าลู่ ท่านฆ่าข้าเสียเลยดีกว่าขอรับ”
ลู่หยวน: …
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อว่า “ใครเป็นหัวหน้า?”
ในดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววร้อนรน ในที่สุดก็มีคำถามที่เขารู้คำตอบเสียที
“หัวหน้าคือธูปบูชาของพวกเรา เจิ้งอี้เหิง ผู้คนในยุทธภพเรียกเขาว่าตาชั่งเหล็กพันตำลึง”
“เขาอยู่ที่ไหน?”
เด็กหนุ่มยกมือชี้ไปทางท้ายน้ำ
“เดินเลียบลำน้ำแห้งสายนี้ลงใต้ไป จะเจอเรือนเก่าริมท่าที่ถูกทิ้งร้าง เมื่อก่อนเป็นโกดังขนถ่ายสินค้าตรงท่าเรือ หลังท่าเรือเลิกใช้ เรือนก็ถูกทิ้งว่างไว้ขอรับ”
“ธูปบูชาเจิ้งอยู่ในเรือนเก่าหลังใหญ่ที่สุดแถวนั้น ข้ารู้แค่นี้จริง ๆ เรื่องอื่นไม่รู้แล้วขอรับ”
ลู่หยวนยกมือ งอนิ้วเล็กน้อย พลังวิญญาณพลันพวยพุ่งจากฝ่ามือ ก่อนโอบคลุมร่างเด็กหนุ่มไว้กลางอากาศ
เด็กหนุ่มรู้สึกเพียงว่าทั้งร่างถูกบีบรัด แขนขา ลำตัว และศีรษะล้วนถูกหมึกสีเทาขาวปกคลุม ราวกับมีคนใช้พู่กันวาดเส้นรอบร่างของเขา
เด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจ ก่อนร้องลั่นอย่างอดไม่ได้
“ขังคนไว้ในภาพ! ที่โรงน้ำชาเล่ากันเป็นเรื่องจริง—”
เสียงยังไม่ทันขาดคำ ม้วนภาพวาดหมึกจีนก็ร่วงลงสู่ฝ่ามือลู่หยวน บนภาพมีเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่ง ดวงตาฉายแววหวาดกลัวปะปนตื่นเต้น
