【บ่าวไพร่ที่ไม่เชื่อฟัง ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง จะไปสนใจว่าพวกเขาคิดอย่างไรให้มากความ?】
【คนโง่เขลาไม่มีความจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่บนโลก】
【หากฉีเสวี่ยไม่ใช่บุตรีขุนนางต้องโทษ เก็บนางไว้ยังมีประโยชน์ ข้าคงส่งนางลงปรโลกไปเสียตั้งแต่บัดนี้ จะได้ไม่ต้องมาพร่ำบ่นอยู่ข้างหู】
【ว่าไปแล้ว นอกจากฉีเหิงกับฉีหนานเจิง คนอื่น ๆ ในจวนโหวเจิ้นเป่ยล้วนเป็นคนไร้ประโยชน์ มีชีวิตอยู่ก็สิ้นเปลืองเสบียง สู้——】
“เยว่เอ๋อร์!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงร้อนรน
ฉีเยว่ขมวดคิ้ว มองนางอย่างไม่เข้าใจ “ท่านย่าเป็นอะไรไปหรือ?”
ฮูหยินฉี ฉีเสวี่ย และบ่าวไพร่ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองนางด้วยแววตางุนงงสงสัย
“ข้า...” ฮูหยินผู้เฒ่ากระแอมเบา ๆ พยายามข่มใจให้สงบก่อนเอ่ย “ข้าหมายความว่าเจ้าพูดถูกแล้ว ไม่ต้องใส่ใจความคิดของบ่าวไพร่ เรือนฉยงฮวาจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว คืนนี้ก็เข้าไปพักได้”
ฮูหยินฉีกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ท่านแม่ ฉีเยว่แม้เป็นบุตรีของข้า ทว่านางมีโทสะรุนแรงเกินไป ลงมือสังหารคนได้โดยไม่ลังเล ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี”
“จวี๋เซียงล่วงเกินผู้เป็นนาย นางหาที่ตายเอง” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว พลางกวาดสายตามองคนรอบข้างอย่างเย็นชา “คุณหนูใหญ่ต่างหากที่เป็นบุตรีเอกคนโตของตระกูล วันนี้นางกลับจวนก็เท่ากับกลับบ้านตนเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใด หากผู้ใดยังกล้าพูดจาเหลวไหล หรือเสียมารยาทกับคุณหนูใหญ่ ก็อย่าหาว่าข้าใจเหี้ยม”
บ่าวไพร่ทั้งหลายหน้าเปลี่ยนสี ต่างพากันคุกเข่าลง “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ”
ใบหน้าฉีเสวี่ยซีดเผือด นางกัดฟันแน่น ผ้าเช็ดหน้าในมือแทบถูกบิดจนขาด
“แม่นมเติ้ง” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่ง “ช่วงนี้เจ้าไปปรนนิบัติอยู่ที่เรือนฉยงฮวาก่อน คุณหนูใหญ่ต้องการสิ่งใดก็จัดหาให้ หากผู้ใดกล้าขัดขวาง ให้ลงโทษตามกฎตระกูล”
