มารดากับบุตรสาวใช้เวลาเพียงไม่กี่ประโยคก็ตัดสินเรื่องแต่งงานของฉีเยว่ลงได้ ทั้งยังคิดว่าตนกำลังมอบความเมตตาแก่กัน โดยเห็นว่าการได้แต่งกับเสิ่นเซียวเป็นอนุภรรยาคือวาสนาคู่ครองที่ดีที่สุดเท่าที่ฉีเยว่จะได้รับในชีวิตนี้
พวกนางไม่รู้เลยว่า ฉีเยว่เพิ่งกลับถึงเรือนฉยงฮวา นั่งลงข้างหน้าต่าง หยิบหยกประดับที่องค์หญิงใหญ่หนิงฮวามอบให้ขึ้นมาพลิกเล่น หญิงชราก็ส่งคนมาเชิญนางไปพบ
เมื่อมาถึงโถงหรงอัน นางเลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ “ท่านย่ามีธุระอันใดกับข้าหรือ?”
ดวงตาคู่หนึ่งของหญิงชราจับจ้องใบหน้าของนางราวกับคมกระบี่ เปี่ยมด้วยแววสืบเสาะและพินิจพิเคราะห์
ฉีเยว่ไม่สะทกสะท้าน ไม่สนใจสายตาที่จับจ้องนั้น ทั้งยังยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้างอย่างเกียจคร้าน ท่าทางผ่อนคลายยิ่งนัก
สายตาของหญิงชราหยุดอยู่เพียงครู่เดียวก็เบนไปทางอื่น นางพยายามข่มใจให้สงบนิ่งแล้วถามว่า “เยว่เอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์หญิงใหญ่หนิงฮวาเป็นคนเช่นไร?”
ฉีเยว่ยิ้มบาง “ข้ายินดีรับฟัง”
สีหน้าของหญิงชะงักค้างไปชั่วขณะ
นางคิดว่าหลังถามคำถามนี้ออกไป ฉีเยว่จะมีความคิดสารพัดผุดขึ้นในใจอีก แล้วนางก็จะอาศัยเสียงในใจของอีกฝ่ายวิเคราะห์ได้ว่าองค์หญิงใหญ่ได้ยินสิ่งใดไปบ้าง
ไม่คิดเลยว่าฉีเยว่จะตอบสนองเช่นนี้
“นางเป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาของฮ่องเต้ในปัจจุบัน เป็นพระธิดาแท้จริงเพียงองค์เดียวของไทเฮา มีฐานะสูงส่งและได้รับความโปรดปรานอย่างล้นเหลือ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยลำบากแม้แต่น้อย เพียงแต่นิสัยค่อนข้างเก็บตัว ไม่สนิทสนมกับผู้คนโดยง่าย นอกจากฮ่องเต้กับไทเฮาแล้ว ก็มีเพียงคนตระกูลเสิ่นที่เกี่ยวข้องกับราชบุตรเขยเสิ่นเท่านั้นที่ทำให้นางยอมละเว้นกฎได้”
