หลังงานชมบุปผาของตระกูลซู ฉีเยว่ก็ได้รู้จักคุณหนูจากตระกูลขุนนางอีกหลายคน แม้คนเหล่านั้นจะไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับนาง และงานชมบุปผาครั้งนี้ก็จัดได้ไม่ราบรื่นนัก
เพราะการปรากฏตัวของเสิ่นเซียวทำลายบรรยากาศสงบสบายที่ควรมีในงานชมบุปผา เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลเสิ่นยังทำให้หญิงสาวหลายคนรู้สึกหวาดหวั่น บรรยากาศตลอดงานจึงอึมครึมอยู่บ้าง พวกนางแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะรู้ว่าต่อไปตระกูลเสิ่นจะเป็นอย่างไร ส่วนซูหลันก็ใจคอไม่ดี คอยระแวดระวังว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
งานชมบุปผาจึงเลิกรากันตั้งแต่เนิ่น ๆ
ก่อนออกจากตระกูลซู ซ่งเจียหนิงเอ่ยถามฉีเยว่ก่อนว่า “คุณหนูฉี ตอนมาท่านนั่งรถม้าคันเดียวกับน้องสาวหรือ?”
ฉีเยว่พยักหน้า “อืม”
“คุณหนูรองนั่งรถม้ากลับไปก่อนแล้ว”
ฉีเยว่ยิ้ม “คงเป็นเช่นนั้น”
“ข้าจะไปส่งท่านกลับดีหรือไม่”
ฉีเยว่ประหลาดใจอยู่บ้าง
นางจำได้ว่าตอนพูดคุยกับคุณหนูซ่ง อีกฝ่ายไม่ได้เป็นมิตรกับนางนัก
แต่ในเมื่อนางเป็นฝ่ายเอ่ยปากว่าจะไปส่ง ย่อมมีเหตุผล ฉีเยว่คิดว่าตนไม่จำเป็นต้องเกรงใจนาง
“ได้สิ”
ทั้งสองกล่าวลาซูหลัน ก่อนออกจากจวนขึ้นรถม้าของตระกูลซ่ง
ซ่งเจียหนิงสั่งคนขับรถม้า “ไปจวนโหวเจิ้นเป่ยก่อน”
“ขอรับ คุณหนูใหญ่”
ซ่งเจียหนิงนั่งอยู่ในรถม้า เอ่ยอย่างสุภาพว่า “คุณหนูฉี ต่อไปข้าจะเชิญท่านไปเป็นแขกที่จวนซ่งได้หรือไม่”
ฉีเยว่ยิ้ม “ย่อมได้”
ซ่งเจียหนิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปมองนอกหน้าต่างรถ นึกถึงสัญญาหมั้นหมายระหว่างตนกับเว่ยหาน ในใจพลันมีเงาหม่นปกคลุม
จู่ ๆ ตระกูลเสิ่นก็เกิดเรื่องขึ้น ไม่เพียงทำให้เหล่าคุณหนูหวาดหวั่น หลังตระกูลใหญ่ทั้งหลายได้รับข่าว ต่างก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าเรื่องนี้จะพัวพันมาถึงตนหรือไม่
อย่างเช่นจวนโหวเจิ้นเป่ยที่มีสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลเสิ่น
ฉีเสวี่ยกลับถึงบ้าน เดินโซเซเข้าไปในเขตเรือนชั้นในของจวนโหว ใบหน้าซีดเผือดราวกับเพิ่งเห็นผีมา
ฮูหยินฉีได้ยินข่าวว่านางกลับมาคนเดียว ก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ จึงเดินออกจากโถงจิ่นซิ่ว ตั้งใจจะถามให้รู้ความ แต่กลับเห็นฉีเสวี่ยเดินโซเซตรงเข้ามา ใบหน้าซีดขาว ท่าทางตื่นตระหนกเสียขวัญ
