เมื่อฉีเสวี่ยมาถึงโถงจิ่นซิ่ว ฮูหยินฉีก็นั่งซบอยู่บนเก้าอี้อย่างเงียบงัน ข้างโต๊ะเตี้ยมีถ้วยชาวางอยู่ นางยกมือกดขมับ ทั่วร่างแผ่บรรยากาศหม่นหมอง ราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม แม้แต่จะระเบิดโทสะก็คล้ายไร้เรี่ยวแรง
ฉีเสวี่ยก้าวเข้าประตูห้อง ก่อนเดินไปหานางอย่างแผ่วเบา “ท่านแม่”
ฮูหยินฉีลืมตาขึ้น มองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ได้ยินว่าท่านแม่อารมณ์ไม่ดี ลูกจึงมาเยี่ยม” ฉีเสวี่ยเดินไปด้านหลังนาง ยกมือกดคลึงขมับของฮูหยินฉีเบา ๆ เพื่อบรรเทาความไม่สบาย “พี่หญิงก็มีนิสัยเช่นนั้น ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องขุ่นเคืองหรอกเจ้าค่ะ”
แววตาฮูหยินฉีหม่นหมอง “ชาติก่อนข้าทำบาปอันใดไว้ ถึงได้ให้กำเนิดบุตรสาวเช่นนี้”
มุมปากฉีเสวี่ยโค้งขึ้นเพียงน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนกล่าวเสียงแผ่วหวาน “อาจเป็นเพราะพี่หญิงไม่ได้เติบโตอยู่ข้างกายท่านแม่ตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านแม่ จึง...”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด “หากพี่หญิงไม่ได้ถูกอุ้มตัวไปตั้งแต่เล็ก แต่ได้รับการเลี้ยงดูจากท่านแม่ด้วยตนเอง ยามนี้นางคงเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อมตามแบบแผน ทว่า...ทว่าเช่นนั้นแล้ว ลูกกับท่านแม่ก็คงเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน”
หัวใจฮูหยินฉีพลันบีบรัด นางอดไม่ได้ที่จะนั่งตัวตรง จับมือฉีเสวี่ยแล้วดึงเข้ามาหา
