มือขวาของฉีเยว่กระชากผมฉีเสวี่ยไว้ ส่วนมือซ้ายยกขึ้นราวสายฟ้า คว้าข้อมือฉีเป่ยเจี๋ยที่ยื่นเข้ามา จากนั้นก็ดึงกระชากอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ออกแรงเพียงครู่เดียว ฉีเป่ยเจี๋ยก็ถูกนางทุ่มข้ามไหล่ลงพื้นอย่างแรง
ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหล ต่อเนื่อง ฉับไว ไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย
ฉีเป่ยเจี๋ยถูกทุ่มจนมึนงงไปหมด ภาพตรงหน้ามืดดำ นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเนิ่นนานกว่าจะตั้งสติได้
ภายในโถงเงียบกริบ
เสียงห้ามปรามที่ฮูหยินฉีกำลังจะเอ่ยพลันกลืนกลับลงคอ
นางเบิกตาค้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ฉีเยว่ที่ดูบอบบางอ่อนแอ เหตุใดจึงมีเรี่ยวแรงมากถึงเพียงนี้ แค่ใช้มือข้างเดียวก็ทุ่มเป่ยเจี๋ยลงพื้นได้แล้วหรือ?
ฉีเสวี่ยยืนนิ่งค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง หวาดกลัวจนลืมแม้กระทั่งดิ้นรนยามหนังศีรษะถูกดึงจนเจ็บ
ฉีเยว่ปล่อยฉีเสวี่ย แล้วปัดมือสองสามที “เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่ามิได้กล่าวหรือว่าจะให้ฉีเป่ยเจี๋ยไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน?”
สีหน้าฉีเสวี่ยแปรเปลี่ยน
นางพูดอะไร?
ฮูหยินผู้เฒ่าได้สติ หันมองฉีเยว่ “หากเขาไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน เจ้ายินดีอยู่ต่อหรือไม่?”
“ต้องดูความจริงใจของจวนโหว”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พูดพร่ำ รีบสั่งการทันที “คนมา! พาคุณชายรองไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน เฆี่ยนด้วยไม้เรียวห้าสิบที ก่อนคืนพรุ่งนี้ห้ามให้อาหารหรือน้ำแก่เขา ผู้ใดก็ห้ามขอความเมตตา”
สีหน้าฮูหยินฉีเปลี่ยนไป “ท่านแม่!”
“เจ้าอย่าพูด” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น มองนางอย่างเย็นชา “นอกจากเป็นมารดาของเป่ยเจี๋ยแล้ว เจ้ายังเป็นมารดาของฉีเยว่ด้วย เมื่อครั้งเจ้าตั้งครรภ์สิบเดือนและให้กำเนิดฉีเยว่ ทั้งครอบครัวต่างยินดีปรีดา หนานเจิง เป่ยเจี๋ย และฉางอิงไม่ยอมออกจากจวนติดต่อกันสามวัน เอาแต่วิ่งอวดน้องสาวไปทั่ว จวนโหวจัดงานเลี้ยงสามวัน ทั้งหมดนี้ก็เพราะฉีเยว่ นางต่างหากที่เป็นบุตรสาวแท้ ๆ ผู้มีสายเลือดจวนโหว!”
ฮูหยินฉีอึกอัก พูดไม่ออก
ฉีเสวี่ยเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือด “ท่านย่า ข้า...”
“พาคุณชายรองไปศาลบรรพชน” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งเสียงเย็น “ทำตามที่ข้าบอก หากมีผู้ใดขอความเมตตา โทษจะเพิ่มเป็นสองเท่า”
บ่าวชายพาฉีเป่ยเจี๋ยออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งหญิงรับใช้สูงวัยสองคนอีกว่า “จัดเรือนฉยงฮวาให้เรียบร้อย คุณหนูใหญ่จะเข้าพักคืนนี้”
“เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหันมองฉีเยว่ “เยว่เอ๋อร์ มากับข้าไปที่โถงหรงอัน ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
ฉีเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ยังนับว่ายุติธรรม
แม้ความยุติธรรมของนางจะมีเหตุผลอื่นแอบแฝง ทว่าเวลานี้นางเป็นผู้กุมอำนาจในจวนโหว ขอเพียงนางยุติธรรม คนอื่นก็ทำอะไรไม่ได้
ฉีเยว่เหลือบมองฮูหยินฉีกับฉีเสวี่ย ก่อนหมุนกายเดินตามไป
“ท่านแม่” ฉีเสวี่ยมองฮูหยินฉีอย่างกระวนกระวาย ใบหน้าซีดขาว ขอบตาแดงก่ำ “พี่หญิงจะไล่ข้าไปจริง ๆ หรือไม่? ท่านแม่ ข้าตัดใจจากท่านไม่ได้ จากพี่ชายก็ไม่ได้ แล้วก็ท่านย่าด้วย...”
“อย่ากลัว มีแม่อยู่ ไม่มีผู้ใดไล่เจ้าไปได้” ฮูหยินฉีดึงนางเข้ามากอด ปลอบโยนด้วยความสงสาร พลางอดไม่พอใจในความเห็นแก่ตัวของฉีเยว่ไม่ได้ “หากนางไม่อยากอยู่ในบ้าน ก็ให้นางไปเสีย แม่ไม่มีวันยอมให้นางไล่เจ้าออกไป”
“ท่านแม่” ฉีเสวี่ยซบอยู่บนไหล่ น้ำเสียงสะอื้น “ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้า เพื่อท่านแม่แล้ว ข้ายอมอดทนสักหน่อย ขอเพียงพี่หญิงมีความสุข”
ฮูหยินฉีจับไหล่นางไว้ ให้คำมั่นอย่างหนักแน่น “หากต้องเลือกระหว่างเจ้ากับนาง เสวี่ยเอ๋อร์ แม่ย่อมเลือกเจ้า”
โหวเจิ้นเป่ยกับบุตรชายสองคนออกศึกอยู่ภายนอกมาหลายปี
เป่ยเจี๋ยร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก คนในบ้านตามใจจนเคยตัว ไม่ฝึกยุทธ์ ไม่ร่ำเรียนหนังสือ เอาแต่เที่ยวเตร่ มีเพียงฉีเสวี่ยที่อยู่ข้างกายนางเสมอ เพราะเป็นบุตรสาว
มารดากับบุตรสาวอยู่ด้วยกันมาสิบห้าปี ความผูกพันนี้ไม่มีผู้ใดแทนที่ได้
แม้แต่บุตรสาวแท้ ๆ ของนางเองก็ตาม
ฉีเสวี่ยหลุบตาลง ซ่อนแววเย็นชาในดวงตา
ฉีเยว่ แล้วอย่างไรหากเจ้าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลฉี? คนที่ท่านแม่ใส่ใจคือข้า เจ้าไม่มีวันแย่งตำแหน่งของข้าในบ้านนี้ไปได้
หากฉีเยว่รู้ความคิดในใจของฉีเสวี่ยยามนี้ นางคงบอกอีกฝ่ายว่า เจ้าคิดมากไปแล้ว ฉีเสวี่ยจะมีฐานะเช่นไรในตระกูลฉี นางไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
อย่าว่าแต่บุตรสาวบุญธรรมของจวนโหวเลย ต่อให้เป็นจวนโหวเจิ้นเป่ยทั้งจวน นางก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา
“เยว่เอ๋อร์ หลายปีมานี้เจ้าเผชิญความทุกข์ยากอยู่ข้างนอกมากมาย ตระกูลฉีติดค้างเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ไม้เท้าค้ำกาย เดินนำไปพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าพอบอกข้าได้หรือไม่ว่าแม่บุญธรรมของเจ้าเป็นคนเช่นไร?”
ฉีเยว่กวาดตามองผังจวนโหวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วตอบเรียบ ๆ “นางตายแล้ว”
【แม่บุญธรรมหรือ? นางไม่มีคุณสมบัติจะใช้คำนี้ ผู้หญิงใจร้ายปากคอเราะรายคนนั้นถูกฉันฆ่าตายไปนานแล้ว】
ฝีเท้าฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก นางกลืนน้ำลาย
ฆ่าตายแล้ว?
ยามคิดถึงเรื่องฆ่าคน เหตุใดน้ำเสียงของนางจึงราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
การฆ่าคนเป็นเรื่องปกติสำหรับนางหรือ?
ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งสติ พยายามรักษาความสงบนิ่ง “แม่บุญธรรมของเจ้าเป็นมารดาแท้ ๆ ของฉีเสวี่ยหรือ?”
“ไม่ใช่” ฉีเยว่ตอบ “นางเป็นคนสลับตัวข้ากับฉีเสวี่ย”
【มารดาแท้ ๆ ของฉีเสวี่ยตายไปนานแล้ว ทั้งตระกูลถูกประหาร เหลือฉีเสวี่ยรอดมาได้เพียงคนเดียว】
มือที่จับไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่ากำแน่นขึ้น
รอดมาได้เพียงคนเดียวหรือ?
ฉีเสวี่ยเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษคนใดกันแน่?
นางอยากรู้คำตอบที่แน่ชัดอย่างยิ่ง ทว่าก็ไม่อาจถามตรง ๆ ทำได้เพียงอ้อมค้อมหยั่งเชิง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่บุญธรรมของเจ้าเป็นใคร? ในเมื่อนางไม่ใช่มารดาของฉีเสวี่ย เหตุใดจึงจงใจสลับตัวพวกเจ้า?”
ฉีเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ใครจะไปรู้เล่า”
【แน่นอนว่าเป็นบ่าวผู้ภักดี คิดช่วยให้เจ้านายมีทายาทสืบสกุล】
【ชาติกำเนิดของฉีเสวี่ยไม่ธรรมดาเลย นางเป็นบุตรสาวของศัตรูตัวฉกาจที่สุดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน】
【หากฮ่องเต้ทรงรู้ชาติกำเนิดของนาง จวนโหวเจิ้นเป่ยก็คงหนีหายนะที่ทั้งตระกูลถูกประหารไม่พ้น】
ฮูหยินผู้เฒ่าสูดลมหายใจเฮือก ใบหน้าซีดเผือด ความเย็นเยียบไต่จากฝ่าเท้าขึ้นสู่แผ่นหลัง
บุตรสาวของศัตรูตัวฉกาจที่สุดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือ?
นางเริ่มครุ่นคิดว่าศัตรูตัวฉกาจที่สุดในชีวิตของฮ่องเต้คือผู้ใด หวายอ๋อง คู่แข่งก่อนขึ้นครองราชย์? หรือจวนอัครมหาเสนาบดีที่ถูกประหารทั้งตระกูลยามทรงกวาดล้างพรรคกบฏหลังขึ้นครองราชย์?
ไม่ถูกต้อง
ปีนี้ฉีเสวี่ยอายุสิบห้าปี
หากปีที่นางถูกสลับตัวเป็นปีที่ตระกูลของนางล่มสลาย ก็ต้องเป็นเมื่อสิบห้าปีก่อน
สิบห้าปีก่อน...
ฮูหยินผู้เฒ่าพลันหยุดฝีเท้า ใบหน้าซีดเผือด
หญิงรับใช้สูงวัยที่เดินตามหลังไม่ทันคิดว่านางจะหยุดกะทันหัน เกือบชนแผ่นหลังของนางเข้าแล้ว แต่โชคดีที่ไหวตัวทัน รีบถอยหลังสองก้าว จึงไม่กระทบกระเทือนฮูหยินผู้เฒ่า
นางนึกออกแล้ว!
เมื่อสิบห้าปีก่อน ผู้ที่มีรับสั่งให้ประหารทั้งตระกูลคืออันเป่ยอ๋อง ผู้คิดก่อกบฏ เป็นพระอนุชาร่วมพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อันเป่ยอ๋องอาศัยความโปรดปรานจากพระมารดาและกุมอำนาจทางทหารไว้ในมือ จึงคิดอยู่เสมอว่าบัลลังก์ต้องเป็นของตน ทว่าฮ่องเต้องค์ก่อนกลับมีพระราชโองการลับแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ อันเป่ยอ๋องไม่ยอมรับ ทั้งยังกล่าวหาต่อหน้าผู้คนว่าพระราชโองการลับเป็นของปลอม และส่งคนล้อมวังหลวง หมายก่อกบฏยึดอำนาจ สุดท้ายกลับถูกฮ่องเต้ที่เตรียมการไว้ก่อนโต้กลับจนพ่ายแพ้ยับเยิน
จวนอันเป่ยอ๋องถูกประหารสิ้นทั้งตระกูล ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
เบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่ามืดดำ
หากฮ่องเต้ทรงรู้ว่าอันเป่ยอ๋องยังมีบุตรสาวคนหนึ่งรอดชีวิต และนางถูกเลี้ยงดูอยู่ในจวนโหวเจิ้นเป่ยมาโดยตลอด ผลที่ตามมาย่อมมิอาจคาดคิด
