ฮูหยินฉีบังเกิดลางสังหรณ์ไม่สู้ดีขึ้นในใจ
ฮองเฮาทรงเรียกฉีเยว่เข้าเฝ้าหรือ?
ผู้ที่องค์รัชทายาทจะแต่งด้วยคือฉีเสวี่ย หากฮองเฮาจะทรงพบ ก็ควรเรียกฉีเสวี่ยเข้าเฝ้ามิใช่หรือ?
ฮูหยินฉียังไม่ทันคิดหาคำตอบ ฉีเยว่ก็หันหลังเดินออกไปแล้ว
เมื่อมาถึงโถงหรงอัน หมัวมัวจากในวังกำลังจิบชา ฮูหยินฉีเร่งฝีเท้า ครั้นกำลังจะก้าวเข้าประตูห้อง ก็ได้ยินเสียงฮูหยินผู้เฒ่าถามอย่างหยั่งเชิงจากด้านในว่า “ไม่ทราบว่าฮองเฮาทรงเรียกฉีเยว่เข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
หมัวมัวที่กำลังจิบชาผู้นี้เป็นคนสนิทที่ฮองเฮาโปรดปรานที่สุด แซ่เฮ่า อายุยังไม่มากนัก ราวสามสิบห้าหรือสามสิบหกปี ทุกครั้งที่พบผู้คนก็มักมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ดูอ่อนโยนไร้พิษภัย
เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโหวเจิ้นเป่ย นางยังคงยิ้มละไม “ฮองเฮาทรงได้ยินมาว่าบุตรีสายตรงแห่งตระกูลฉีเป็นที่โปรดปรานขององค์หญิงใหญ่ จึงทรงคิดว่าคุณหนูฉีคงมีความสามารถโดดเด่นเป็นแน่ และเกิดความสนพระทัยในตัวนาง จึงให้ข้ามาเชิญคุณหนูฉีเข้าวังมาจิบชา พูดคุยเป็นเพื่อนฮองเฮาเพคะ”
ฝีเท้าฮูหยินฉีชะงัก ฉีเยว่มีความสามารถโดดเด่นหรือ?
มีจริง ๆ
ความสามารถโดดเด่นของนางคือทำให้คนโมโหจนแทบสิ้นใจ
ฮูหยินฉีสูดลมหายใจลึก สงบอารมณ์ให้เรียบร้อย ก่อนก้าวเข้าประตูห้อง บนใบหน้าก็มีรอยยิ้มไร้ที่ติประดับขึ้นทันที “หมัวมัวเฮ่ามาแล้วหรือ”
หมัวมัวเฮ่าที่กำลังจิบชาเพิ่งเงยหน้าขึ้น ฮูหยินฉีก็มาถึงตรงหน้า ยัดถุงเงินใส่แขนเสื้อนาง “หมัวมัวรับไว้ซื้อชาดื่มเถิด”
หมัวมัวเฮ่าชั่งน้ำหนักถุงเงินอย่างแนบเนียน รอยยิ้มบนใบหน้าจริงใจขึ้นหลายส่วน “ฮูหยินฉีเกรงใจกันเกินไปแล้ว นี่ทำให้บ่าวลำบากใจ...”
