ฮ่องเต้ประทับยืนอยู่หน้าตำหนัก พระโอษฐ์เม้มแน่น พระพักตร์เย็นเยียบ
ความตื่นตะลึงในพระทัยมิได้น้อยไปกว่าฮองเฮา
องค์รัชทายาทคิดคบศัตรู
ถ้อยคำสี่คำนี้ออกจากปากฉีเยว่ หนักหนายิ่งกว่าการที่องค์รัชทายาทบีบบังคับให้สละราชบัลลังก์แล้วก่อกบฏเสียอีก หากบุตรีขุนนางกล่าวหาองค์รัชทายาทอย่างเลื่อนลอย นั่นเป็นโทษประหาร
ฮ่องเต้ทรงทราบดีว่าองค์รัชทายาทหาได้บริสุทธิ์ในคดีตระกูลเสิ่นไม่ การยักยอกทรัพย์สินนั้นเขาเป็นผู้บงการ ทรงเคยนึกถึงความเป็นไปได้ว่าองค์รัชทายาทอาจรวบรวมพรรคพวกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เคยคิดว่าเขาอาจยักยอกทรัพย์เข้ากระเป๋า หรือแม้แต่ลอบสั่งสมกำลังพลและจัดหาอาวุธ ทว่าไม่เคยนึกเลยว่าเขาจะคิดคบศัตรู
หากฉีเยว่ใส่ร้ายองค์รัชทายาท นางรู้หรือไม่ว่าจวนโหวเจิ้นเป่ยจะถูกลากเข้าไปพัวพันเพราะคำพูดของนาง และต้องพบจุดจบเช่นไร?
หากสิ่งที่นางกล่าวเป็นความจริง นางได้ข่าวมาจากที่ใด?
ภายในและภายนอกตำหนักเงียบงันราวกับไร้ผู้คน
ภายในตำหนัก คิ้วตาของฮองเฮาคล้ายถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง นางจ้องฉีเยว่ด้วยแววตาอำมหิต “คุณหนูฉีเสียสติจนไร้เหตุผล ถึงกับกล้าใส่ร้ายองค์รัชทายาท ในความเห็นของเปิ่นกง เจ้า...”
ฉีเยว่ยิ้ม รอยยิ้มสงบนิ่งไร้คลื่นลม ทว่าแฝงความกระจ่างแจ้งราวกับมองทุกสิ่งทะลุปรุโปร่ง “องค์รัชทายาทคิดคบศัตรูหรือไม่ ฮองเฮาย่อมรู้ดี ข้าเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของท่าน และฟังออกถึงความลนลานในน้ำเสียง...ฮองเฮา ไม่เพียงแต่ข้ารู้ว่าองค์รัชทายาทคิดคบศัตรู ข้ายังรู้ด้วยว่าเขาคบคิดกับผู้ใด และเหตุใดจึงทำเช่นนั้น”
“หุบปาก!” ฮองเฮาเดือดดาลจนเสียการควบคุม “ทหาร! ลากนางปีศาจปากพล่อยผู้นี้ออกไป!”
ฮ่องเต้ก้าวขึ้นบันไดแล้วเสด็จผ่านประตูตำหนักเข้าไป
