“ขอโทษฉีเสวี่ยเสีย” เสิ่นเซียวกล่าวย้ำ น้ำเสียงเป็นธรรมชาติเหลือเกิน จนชวนให้รู้สึกราวกับเขาคือฮ่องเต้ที่ปลอมตัวออกตรวจเยี่ยมราษฎร “เจ้าชิงเรือนฉยงฮวาของนางไป ทั้งยังทำให้นางร้องไห้ มิควรขอโทษหรือ?”
แววตาของฉีเยว่เย็นเยียบ นางหมุนตัวเดินตรงไปหาเขา
เสิ่นเซียวเผยสีหน้าระแวดระวัง ก่อนจะรู้สึกว่าปฏิกิริยาของตนน่าขันยิ่งนัก สตรีจากชนบทผู้หนึ่ง มีอะไรให้ต้องระแวดระวังกัน?
เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองฉีเยว่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ฉีเยว่เดินมาหยุดตรงหน้าเสิ่นเซียว ยกมือขึ้นหมายจะตบเขา
เสิ่นเซียวสะดุ้ง รีบถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
“พี่หญิง!” ฉีเสวี่ยร้องเสียงหลง “ท่านจะทำอะไร?”
ฉีเยว่กลับชะงักมือกะทันหัน “ตบเจ้าแล้วมือข้าจะเปื้อนเปล่า ๆ”
นางก้มมองถ้วยชาบนโต๊ะ ยื่นมือคว้าถ้วยขึ้นมา แล้วฟาดใส่หน้าผากเสิ่นเซียวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องฟ้า เลือดค่อย ๆ ไหลลงมาตามหน้าผากของเสิ่นเซียว ชวนให้เห็นแล้วใจหาย
ภายในโถงตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ราวกับแม้แต่อากาศก็แข็งค้าง
“ฉีเยว่ เจ้าทำอะไร?!” ฮูหยินฉีได้สติอย่างรวดเร็ว ผุดลุกขึ้น สีหน้าทั้งตกใจทั้งโกรธ “เจ้าทำร้ายคุณชายเสิ่นได้อย่างไร?”
“นี่คือวิธีต้อนรับแขกของตระกูลฉีหรือ? ช่างไร้กฎเกณฑ์เสียจริง!” ฮูหยินเสิ่นตกใจยิ่ง นางลุกขึ้นเดินไปหาเสิ่นเซียว น้ำเสียงร้อนใจ “เซียวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บหนักหรือไม่?”
เสิ่นเซียวยกมือกุมหน้าผาก ความเจ็บปวดทำให้ภาพตรงหน้ามืดดำ
“ข้าเกลียดที่สุดเวลามีคนมาชี้นิ้วสั่งว่าข้าต้องทำอะไร” ฉีเยว่โยนถ้วยชาที่แตกในมือลงบนโต๊ะ แล้วเหลือบมองแม่ลูกตระกูลเสิ่นอย่างเย็นชา “เรื่องแต่งงานของพวกเจ้าไม่เกี่ยวกับข้า เรื่องของตระกูลฉีก็ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้าเช่นกัน หากคราวหน้ายังพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ข้ารับรองว่าอย่างน้อยเจ้าต้องขาหักสักข้าง”
