นางรู้จักบุตรชายของตนดี
เขาเชื่อแต่สิ่งที่เห็นกับตาเท่านั้น
เรื่องที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ ทั้งไร้หลักฐานเช่นนี้ เขาย่อมไม่เชื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “อย่างไรเสีย ขอเพียงเจ้าเชื่อข้าก็พอ สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง”
โหวเจิ้นเป่ยไม่กล่าวอะไร
“อีกเรื่องหนึ่ง...” ฮูหยินผู้เฒ่าครุ่นคิด ก่อนเล่าเรื่องจวนองค์หญิงใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด “องค์หญิงใหญ่ทรงอยู่เหนือผู้อื่นจนเคยชิน นอกจากตระกูลเสิ่นแล้ว ก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายพระเนตร”
“ทว่าหลังจากเสด็จมาร่วมงานเลี้ยงรับญาติที่จวนโหว พระนางกลับสนิทสนมกับฉีเยว่เป็นพิเศษ ทั้งยังประทานหยกพกให้ฉีเยว่ชิ้นหนึ่ง พร้อมเชิญให้นางไปเยือนจวนองค์หญิงใหญ่ได้ทุกเมื่อ”
“ที่ประหลาดคือ วันรุ่งขึ้นหลังฉีเยว่ไปเยือนจวนองค์หญิงใหญ่ เสนาบดีกรมคลังเสิ่นก็ถูกเหล่าขุนนางร่วมกันถวายฎีกากล่าวโทษว่าทุจริตและยักยอกเสบียงทหาร จวนเสนาบดีถูกยึดทรัพย์ โดยองค์หญิงใหญ่ทรงนำคนไปด้วยพระองค์เอง ขณะเดียวกัน เรื่องที่ราชบุตรเขยเสิ่นมีภรรยาและบุตรอีกครอบครัวหนึ่งก็ถูกเปิดเผยออกมา”
“คนทั้งตระกูลเสิ่นถูกคุมขังในคุกกรมอาญา องค์หญิงใหญ่ยังทรงส่งหนังสือหย่าให้ราชบุตรเขยเสิ่นด้วยพระองค์เอง”
โหวเจิ้นเป่ยฟังราวกับกำลังได้ยินเรื่องเหลวไหล
แววตาของเขาพิกล คล้ายเห็นว่าสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวมานั้นชวนเหลือเชื่อ “ท่านแม่หมายความว่า เรื่องที่จวนเสนาบดีกรมคลังเสิ่นถูกยึดทรัพย์เกี่ยวข้องกับฉีเยว่หรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า “ยามนี้ข้ายังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฉีเยว่แน่นอน แต่สัญชาตญาณบอกข้าว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันกับนางอย่างแยกไม่ออก”
