ฉีเยว่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอกฉีฉางอิ๋ง น้ำเสียงสงบนิ่ง “วันนี้พวกเขามาหาเรื่องก่อน ทั้งยังลงมือก่อน เพียงเพราะฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้จึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าต้องการเพียงให้พวกเขาคุกเข่าโขกศีรษะขอขมา แล้วข้าจะยอมเลิกรา”
“เจ้า... ฝันไปเถอะ!” ฉีฉางอิ๋งเค้นคำพูดออกมาจากไรฟัน “นังหญิงร้ายกาจ! หญิงอำมหิต! เจ้ารังแกเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่มีวันยอมก้มหัวให้เจ้า”
ฉีเยว่พลันหัวเราะ เสียงหัวเราะแฝงความเย้ยหยัน
“ช่างมีความกล้าหาญเสียจริง” น้ำเสียงของนางเจือแววชื่นชมอยู่หลายส่วน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ยื้อกันต่อไปเถิด ดูว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน”
【ไอ้โง่สองคนที่ไม่รู้จักประมาณตน คิดจะลงมือกับฉันหรือ? ที่ไม่ฆ่าพวกแกไม่ใช่เพราะฉันใจดี แต่เห็นแก่เหล่าทหารชายแดนแคว้นต้าโจว】
【ถ้าแคว้นต้าโจวไม่ได้ขาดคนใช้งาน ป่านนี้ฉันทำให้พวกแกสองคนพิการไปแล้ว】
“ฉีเยว่” ฮูหยินผู้เฒ่าพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด “หนานเจิงกับฉางอิ๋ง คนหนึ่งเป็นพี่ชายใหญ่ของเจ้า อีกคนเป็นพี่ชายสาม พวกเขาประจำอยู่ในสนามรบเข่นฆ่าศัตรู ปกป้องบ้านเมืองมาหลายปี ไม่เคยพบหน้าเจ้า พอกลับมาก็ได้ยินเพียงว่าเสวี่ยเอ๋อร์ถูกขังอยู่ในศาลบรรพชน จึงคิดว่าเจ้าเป็นคนรังแกนาง... เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด เจ้าปล่อยพี่ชายสามก่อน มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน”
ฉีเยว่ไม่หวั่นไหว “ข้าไม่อยากฟังข้อแก้ตัว”
นางมองเพียงความจริงที่อยู่ตรงหน้า
เจ้าคนโง่สองคนนี้บุกเข้ามาในเรือนฉยงฮวาโดยไม่ถามไถ่เหตุผลให้กระจ่าง ก่อนอื่นก็ซักไซ้ว่าเหตุใดนางจึงมาอยู่ในเรือนของฉีเสวี่ย หรือแย่งชิงมา จากนั้นก็ถามว่าเหตุใดจึงรังแกฉีเสวี่ย ทั้งยังกล่าวว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับนางเป็นน้องสาว
ในใจพวกเขามีน้องสาวเพียงฉีเสวี่ยคนเดียว
