ฮูหยินฉีมีสีหน้าซีดสลับเขียว “เยว่เอ๋อร์ ข้าเคยลำเอียงเข้าข้างเสวี่ยเอ๋อร์เมื่อใด? นางอยู่ในตระกูลฉีมาหลายปี จึงผูกพันกับมารดาแล้ว ต่อให้เจ้าอยากให้นางจากไป ก็ต้องให้เวลาข้าสักหน่อย ให้ข้าหาที่อยู่ให้นางก่อน”
ฉีเสวี่ยเงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดเซียวอ่อนแอ “ข้าไม่ได้คิดจะอยู่ในตระกูลฉีต่อไป เพียงแต่...”
“พอเถอะ” ฉีเยว่ยกมือห้ามคำพูดของนาง สีหน้าแฝงแววขบขัน คล้ายกำลังเยาะเย้ยท่าทางเสแสร้งนั้น “ฉีเสวี่ย ข้าไม่เคยไล่เจ้าไป เป็นเจ้าเองที่เอ่ยปากอยู่ร่ำไปว่าแย่งรังนกสาลิกา เป็นเจ้าเองที่ทำท่าน่าสงสาร บอกว่าจะปรนนิบัติข้า ทั้งคำพูดทั้งน้ำตาล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าทำเอง อย่าผลักความผิดมาให้ข้า”
องค์หญิงใหญ่หนิงฮวาได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองฉีเสวี่ยแวบหนึ่ง
นางเติบโตในวังหลวง ตั้งแต่เล็กก็พบเห็นกลวิธีแย่งชิงความโปรดปรานของเหล่าสนมในวังจนชินตา โดยเฉพาะน้ำตาของสตรี นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
สตรีที่เอาแต่ร่ำไห้พร่ำเพรื่อ ใช่ว่าจะเศร้าเสียใจจริง หากใช้น้ำตาเป็นอาวุธ แสดงท่าทีอ่อนแอไร้เดียงสาให้ผู้คนคิดว่านางไม่มีพิษภัย ทว่าความจริงกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในใจมีแต่แผนการ
คนเช่นนี้ช่างต่ำช้าไร้ยางอาย
“คุณหนูรองฉี” องค์หญิงใหญ่ตรัสด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ในเมื่อเจ้ากับฉีเยว่ถูกอุ้มสลับตัวกัน เจ้าก็ไม่ใช่บุตรีของตระกูลฉี ได้เสวยสุขกับความมั่งคั่งที่ไม่ใช่ของตนมาถึง 15 ปี นับว่าเจ้าได้กำไรแล้ว บัดนี้บุตรีตัวจริงกลับมา เจ้าต้องกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมบ้างก็สมควรแล้ว ไม่จำเป็นต้องร่ำไห้คร่ำครวญ”
สีหน้าฉีเสวี่ยซีดขาว นางเผลอบีบฝ่ามือแน่น
ความไม่พอใจและความเคียดแค้นผุดขึ้นในใจ
เหตุใด?
เหตุใดองค์หญิงใหญ่หนิงฮวาจึงยังช่วยฉีเยว่ด้วย?
นางก็เป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ทั้งพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาดก็ไม่รู้เรื่อง มีกลิ่นอายยากจนติดตัว นิสัยเสีย ทั้งยังไร้การอบรม เหตุใดจึงได้รับความเอ็นดูจากท่านย่าและองค์หญิงใหญ่?
