ฮูหยินฉีร้อนใจจนหลุดปากว่า “แต่ฉีเสวี่ยเป็นบุตรสาวของข้า เป็นคุณหนูรองแห่งจวนโหวเจิ้นเป่ย ไม่เกี่ยวข้องกับสาวใช้ผู้นั้นแม้แต่น้อย!”
“สกุลสวี เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินผู้เฒ่าตบโต๊ะดังปัง ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยโทสะ “เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอันใด ช่างน่าขันสิ้นดี!”
ฮูหยินฉีสะดุ้ง “ท่านแม่ ข้า...”
“ฮูหยินฉีกล่าวว่าฉีเสวี่ยไม่เกี่ยวข้องกับสาวใช้ผู้นั้นแม้แต่น้อย เช่นนั้นเปิ่นกงจะเข้าใจได้หรือไม่ว่า ฉีเยว่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าเช่นกัน?” องค์หญิงใหญ่หนิงฮวาหรี่ตา “ในปีนั้นสาวใช้ผู้นั้นจงใจอุ้มบุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าไป ก็เพื่อให้บุตรสาวของตนได้มีชีวิตสุขสบาย บัดนี้นางสมปรารถนาแล้ว บุตรสาวของนางกำลังเสวยสุขกับความมั่งคั่งที่มิใช่ของตนจริง ๆ”
ถ้อยคำนี้ทำให้ผู้คนในงานต่างพากันฮือฮา
แม้แต่ฮูหยินเสิ่นยังสีหน้าเปลี่ยน เห็นได้ชัดว่านางตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้แล้ว
เป็นดังคาด องค์หญิงใหญ่หนิงฮวากล่าวต่อว่า “หากความผิดของนางถูกเปิดโปงแล้วกลับไม่ต้องรับโทษ ต่อไปบ่าวไพร่และสาวใช้ในจวนต่าง ๆ ของเมืองหลวงพากันเอาเยี่ยงอย่าง สายเลือดของเจ้านายจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร? สาวใช้ทำผิดแต่ไม่ต้องชดใช้ กลับสมปรารถนาจนบุตรสาวของตนกลายเป็นคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ส่วนบุตรสาวของเจ้าทนทุกข์มาสิบห้าปี กว่าจะได้กลับคืนมา แต่ฐานะในจวนกลับยังด้อยกว่าบุตรสาวของสาวใช้ นี่คือความถูกผิดในสายตาเจ้าหรือ?”
ใบหน้าฮูหยินฉีซีดเผือด นางขยับริมฝีปาก แต่กลับไร้คำโต้แย้ง
นางมองฉีเสวี่ยที่ทรุดคุกเข่าอยู่บนพื้น เห็นความหวาดกลัวและสิ้นหวังในแววตาของอีกฝ่าย จึงอ้าปากหมายจะพูดบางอย่าง ทว่ากลับบังเอิญสบเข้ากับดวงตาเย็นชาเปี่ยมอำนาจของฮูหยินผู้เฒ่า หัวใจพลันเย็นวาบ คำพูดที่จวนเจียนจะหลุดจากปากจึงถูกกลืนกลับลงไป
