ลู่ซูเหยานั่งอยู่เพียงลำพังในห้องมืดสลัว แอบเช็ดน้ำตาเงียบ ๆ นางนึกถึงตอนที่มารดากับท่านย่าได้ยินข่าวว่าบิดาและพี่ชายถูกจับกุม ทั้งสองก็ส่งนางออกมาในทันที
คล้ายมารดาจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงจับมือนางไว้แน่น พร้อมบอกให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป
ทันทีที่นางก้าวออกจากประตูจวน ทหารองครักษ์ก็เข้าล้อมบ้านของนางไว้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ลู่ซูเหยาก็เช็ดน้ำตาจนแห้ง บอกตนเองให้ตั้งสติ นางต้องหาเงินให้ได้ แล้วค่อยไปเป่ยเจียงตามหามารดากับคนอื่น ๆ ทว่าแล้วนางจะทำสิ่งใดได้บ้างเล่า?
เงินห้าร้อยตำลึงที่มารดายัดให้นาง เป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่ครอบครัวมี ทว่านางรู้ดีว่าเงินจำนวนนี้ไม่พอให้นางเดินทางไปเป่ยเจียง
สองวันที่ผ่านมา นางอยู่กับซ่งเพ่ยเหนียน และสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าท่าทีของเขาที่มีต่อนางไม่เหมือนแต่ก่อน
นางไม่อยากคิดร้ายต่อบุรุษที่ตนพึงใจ ทว่าการแสดงออกของเขาชัดเจนเกินไปจริง ๆ
ภายในใจนางเริ่มมีลางสังหรณ์อันไม่ดีแล้ว
ขณะที่ลู่ซูเหยากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา ประตูห้องก็ถูกผลักเปิด นางคว้าเบาะที่นั่งอยู่ไว้ด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย ครั้นเห็นว่าผู้มาเยือนคือซ่งเพ่ยเหนียน จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
ซ่งเพ่ยเหนียนยืนสง่างามดุจต้นสน บดบังแสงสว่างจากด้านนอกประตู สีหน้าของเขาอ่อนโยน เมื่อเห็นความสับสนและหวาดกลัวในดวงตาของลู่ซูเหยา เขาก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น ก่อนเอ่ยว่า “กินอะไรสักหน่อยเถิด พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีก”
สองวันมานี้ เจ้าของร่างเดิมแทบไม่เคยยิ้มให้ลู่ซูเหยา แม้แต่พูดคุยก็ยังมีน้อย บัดนี้เขากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสอ่อนโยน ทั้งยังยิ้มให้นางบาง ๆ ความตึงเครียดในใจของลู่ซูเหยาจึงค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย
นางลอบสังเกตสีหน้าของซ่งเพ่ยเหนียน มิได้กล่าวสิ่งใด เพียงกินหมั่นโถวในมือ
ซ่งเพ่ยเหนียนอดรู้สึกขบขันไม่ได้ หญิงสาวผู้นี้ปิดบังความรู้สึกไม่เก่ง บนใบหน้างดงามมีสีหน้าราวกับกำลังบอกว่า ‘ข้ามีเรื่องในใจ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี’
“พวกเราไปเป่ยเจียงกันเถิด” ซ่งเพ่ยเหนียนกล่าวพลางจ้องลู่ซูเหยาแน่วแน่ จนนางตกใจทำหมั่นโถวในมือหล่นลงบนโต๊ะ ดวงตากลมใสราวอัญมณีสีดำจ้องมองเขาอย่างตะลึงงัน
ซ่งเพ่ยเหนียนวางตะเกียบในมือลงเช่นกัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดว่า “สองวันนี้ข้าเอาแต่คิดว่าจะช่วยท่านลุงลู่กับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร แต่กลับละเลยความรู้สึกของเจ้า ข้า...ข้าก็กลัวเหมือนกัน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ยามนี้ข้าเพิ่งตระหนักว่าตนเองไร้ประโยชน์เพียงใด แต่ยังดีที่พวกเราออกมาได้แล้ว พวกเราไปเป่ยเจียงด้วยกัน ระหว่างทางจะได้ช่วยดูแลพวกเขา...”
ซ่งเพ่ยเหนียนยังกล่าวไม่ทันจบ ลู่ซูเหยาก็โผเข้าหาอ้อมแขนของเขา “ไม่ ข้านึกว่า...ข้านึกว่า...”
ข้านึกว่าเจ้าจะไร้เยื่อใยเหมือนบุรุษคนอื่น ๆ ที่มารดาเคยกล่าวถึง ที่แท้เจ้าคิดว่าต้องแยกตัวออกมาก่อน จึงจะมีโอกาสช่วยท่านพ่อกับคนอื่น ๆ ได้
ยามนี้ ความขุ่นเคืองที่ลู่ซูเหยามีต่อซ่งเพ่ยเหนียน ผู้เคยประกาศกร้าวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจวนติ้งกั๋วโหว ก็ลดน้อยลงไปมาก
ลู่ซูเหยาร้องไห้เสียงดัง น้ำตาไหลพรั่งพรูไม่ขาดสาย ซ่งเพ่ยเหนียนตบหลังนางเบา ๆ พลางปลอบโยนไม่หยุด
รุ่งเช้าวันถัดมา ก่อนฟ้าสางทั้งสองก็ลุกขึ้น อันดับแรกพวกเขาไปเลือกม้าตัวกำยำจากร้านรถม้า แล้วติดตั้งตัวรถที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นจึงไปซื้อเสบียง ผ้า ยาสมุนไพร และสิ่งของอื่น ๆ ที่ร้านค้า
เมื่อประตูเมืองใกล้ปิด ทั้งสองก็ออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังเป่ยเจียง
ซ่งเพ่ยเหนียนแต่งตัวให้ลู่ซูเหยาดูเหมือนเด็กหนุ่มตัวเล็ก เขาบอกนางว่าระหว่างทางให้เรียกเขาว่าพี่ใหญ่ ส่วนตัวตนของทั้งสองยามอยู่นอกบ้านคือพี่น้องกัน เวลาพูดให้พยายามทำเสียงทุ้มต่ำ
ณ หุบเขาโม่สือ ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับถูกหมึกสาดใส่ ผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากหุบเขา
ทุกคนสวมกุญแจเท้าและโซ่ตรวน ลากฝีเท้าหนักอึ้งเดินโซเซไปข้างหน้าทีละก้าว หากใครเดินช้าลงเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกเจ้าหน้าที่เฆี่ยนหนึ่งที
ในที่สุด เมื่อทุกคนมองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น หัวหน้าขบวนก็สั่งให้หยุดพักอยู่กับที่
ลู่ชางจู๋ นายรองแห่งจวนติ้งกั๋วโหว พักเพียงครู่เดียวก็ไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อรับอาหารของวันนี้มา เป็นหมั่นโถวแป้งดำหลายลูก
เขายื่นให้ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ก่อน ทว่าอวี๋ซื่อโบกมือ แล้วกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ข้าไม่หิว พวกเจ้าหลายคนแบ่งกันกินเถิด”
นางรู้ดีว่าตนคงยืนหยัดได้อีกไม่นาน มิสู้เก็บเสบียงอันน้อยนิดนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง
เจ้าหน้าที่กลัวนักโทษจะกินอิ่มจนคิดหลบหนี จึงให้เพียงหมั่นโถวแป้งดำสองลูกกับน้ำหนึ่งกระบอกไม้ไผ่ต่อวัน
นางมองครอบครัวของบุตรชายคนโต ลู่ชางไป๋มีบาดแผลเต็มตัว ตลอดทางเป็นจางซื่อผู้เป็นภรรยาคอยประคองเขาเดิน
ลู่หมิงเจียง หลานชายคนโต ขาทั้งสองข้างพิการจากสนามรบ เขาไม่เหลือความคิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ นอนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่บนพื้น จางซื่อคอยจับตาดูเขาตลอดเวลา เพราะกลัวว่าเขาจะคิดสั้น
ลู่ชางจู๋ บุตรชายคนรอง เป็นบัณฑิต ส่วนหลี่ซื่อผู้เป็นภรรยาตั้งครรภ์ได้ราวหนึ่งเดือนแล้ว ลู่หมิงเหอ บุตรชายเพียงคนเดียวของทั้งคู่ ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยกำลังโต แต่ก่อนซุกซนเป็นที่สุด ตลอดเส้นทางนี้เขากับบิดาผลัดกันแบกลู่หมิงเจียง ยามนี้จึงเหนื่อยล้าจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง
อวี๋ซื่ออดโศกเศร้าในใจไม่ได้ ตระกูลลู่พิทักษ์ชายแดนมาหลายชั่วอายุคน บุตรชายตระกูลลู่มากมายนับไม่ถ้วนล้มตายในสนามรบ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ราชสำนักไม่มีเงินจ่ายเบี้ยหวัดทหาร ทว่าบิดากับบุตรตระกูลลู่เพื่อความสงบของชายแดนและขัดขวางการรุกรานของพวกคนเถื่อน จึงใช้ทรัพย์สินในครอบครัวจนหมดสิ้น
บัดนี้พวกเขาอาจเดินทางไปไม่ถึงเป่ยเจียงซึ่งอยู่ไกลออกไปพันลี้ คนทั้งครอบครัวกลับต้องมาตายระหว่างทาง ไม่รู้ว่าดวงวิญญาณผู้ภักดีของตระกูลลู่ในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว หากได้เห็นภาพนี้จะเสียใจหรือไม่?
นางนึกถึงซ่งเพ่ยเหนียนกับลู่ซูเหยาที่ยังอยู่ในเมืองหลวง จึงอดถอนใจไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าเด็กที่เลี้ยงดูมานานกว่าสิบปี ท้ายที่สุดกลับคิดว่าพวกเขาทำให้เขาต้องเดือดร้อน และไม่รู้ว่าการฝากซูเหยาไว้กับเขานั้นถูกต้องหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง จางซื่อก็นึกถึงลู่ซูเหยาเช่นกัน นางกล่าวกับลู่ชางไป๋ว่า “ไม่รู้ว่าซูเหยาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
แววตาของจางซื่อเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ในสถานการณ์เช่นนั้น วิธีเดียวคือประกาศว่าทั้งสองแต่งงานกันแล้ว เพื่อให้ซูเหยารอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้ หวังเพียงว่าซ่งเพ่ยเหนียนจะปฏิบัติต่อนางอย่างดี
ลู่ชางไป๋คิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทว่าก็ยังปลอบภรรยาอย่างฝืดฝืนว่า “ซูเหยาจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
เขาเห็นกับตาว่าซ่งเพ่ยเหนียนประกาศกร้าวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา แม้จะเข้าใจหลักการที่ว่าครั้นภัยมาถึง ต่างคนต่างเอาตัวรอด และผู้คนล้วนแสวงประโยชน์พร้อมหลีกเลี่ยงโทษ ทว่าเมื่อนึกถึงเด็กที่ตนเลี้ยงดูมาหลายปีพูดถ้อยคำบาดใจเช่นนั้นออกมา ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
แท้จริงแล้ว ต่อให้ซ่งเพ่ยเหนียนไม่กล่าวว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ เขาก็จะเป็นฝ่ายพูดเองว่าซ่งเพ่ยเหนียนไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่แม้แต่น้อย เพียงบางครั้ง เมื่อคนหนึ่งชิงเอ่ยก่อน ถ้อยคำนั้นก็แปรเปลี่ยนความหมายไป
คนตระกูลลู่ทั้งขบวนจมอยู่ในความเศร้า ไม่มีใครแตะหมั่นโถวแป้งดำ ต่างคิดจะเก็บไว้ให้ผู้อื่นกิน ในขบวนมีเพียงทหารที่ติดตามมาสองสามนายส่งเสียงขึ้นเป็นครั้งคราว
