มันคือปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติรุ่นเก่า
ลายกันลื่นตรงก้นพานท้ายสึกจนเรียบ ไม้กลายเป็นสีเหลืองคล้ำจากการแช่เหงื่อกับคราบสกปรกมาเนิ่นนาน
สารเคลือบสีดำบนโครงปืนหลุดลอกจนหมด เผยให้เห็นสีรองพื้นขาวเงินที่เต็มไปด้วยจุดสนิม
โดยเฉพาะลำกล้อง
ไม่รู้ว่าเป็นของค้างสต็อกตั้งแต่เมื่อไร ปลายลำกล้องถึงกับกลายเป็นสีแดงคล้ำราวกับถูกความร้อนสูงเผาไหม้
ท่ามกลางแสงแดด ท่ามกลางปืนใหม่เอี่ยมสีดำเงาที่เรียงกันเป็นแถว
ปืนกระบอกนี้สะดุดตาราวกับเศษเหล็กผุพังที่คุ้ยขึ้นมาจากกองขยะ
ฉู่หยวนจับลำกล้องสีแดงคล้ำนั้นไว้
สัมผัสหยาบกระด้างของสนิมส่งผ่านฝ่ามือมาถึงเขา พร้อมกลิ่นน้ำมันปืนอับชื้น
ครูฝึกหลี่ที่เป็นคนแจกปืนเองก็ชะงักไปเช่นกัน
เขาก้มมองถุงมือสีขาวบนมือ คราบสนิมเปื้อนอยู่เป็นชั้น
จากนั้นก็หันไปมองลังไม้ที่ใส่ “ปืนสำรอง” เอาไว้
ไอ้เวรจากฝ่ายส่งกำลังบำรุงคนไหนยัดปืนปลดประจำการนี่เข้ามากัน?
เขาอ้าปาก ตั้งใจจะขอปืนคืนแล้วเปลี่ยนกระบอกใหม่ให้
แต่เหล่านักศึกษารอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบกันแล้ว
พวกผู้ชายที่ก่อนหน้านี้อิจฉาฉู่หยวนเพราะเขาได้รับ “การดูแลเป็นพิเศษ”
ตอนนี้พอเห็น “ไม้เขี่ยเตาไฟ” ในมือเขา แววสะใจพลันปรากฏขึ้นในดวงตาของแต่ละคน
“พรืด”
ใครบางคนท้ายแถวกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“ดูลำกล้องสิ แดงเหมือนถ่านเลย ยิงสักสองนัดปืนไม่ระเบิดใส่หน้าหรือไง?”
“เขาเป็นเด็กเส้นนี่นา ปืนกระบอกนี้อาจมีที่มาสำคัญก็ได้ ของโบราณเชียวนะ!”
“โบราณบ้าอะไรล่ะ ฉันว่านี่มันไม้เขี่ยเตาชัด ๆ เอาไปผ่าฟืนยังทื่อเกินไปเลย”
นักศึกษาพลศึกษาร่างกำยำหลายคนลดเสียงลงแล้วเยาะเย้ย
