เฉิงหว่านหนิงยิ้มให้เขา พลางพยักหน้า นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความจริงใจ แสดงบทบาทเป็นอนุภรรยาผู้ใสซื่อไร้เดียงสาคนเดิมอย่างแนบเนียน
เสินเจียวกวาดตามองนางผ่าน ๆ ด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ เอ่ยปากตามสบาย “ท่านแม่กล่าวถูกแล้ว ต่อให้นางสิบกล้าก็ไม่กล้าหรอก!”
เฉิงหว่านหนิงก้มหน้าลงต่ำ
ถูกท่าทีหมิ่นแคลนของเขากระทบใจเข้าให้อย่างจัง
ในสายตาของสองแม่ลูกรู้สึกว่านางบุตรีขุนนางผู้กระทำผิด มีสกุลเสินให้ความคุ้มครอง ไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่นุ่งห่ม ได้แต่งเป็นอนุของเสินเจียวก็นับเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาสามชาติภพ
นางไม่เพียงต้องซาบซึ้งในบุญคุณที่ได้รับ หากยังต้องภักดีและหลงใหลในตัวเขาจนหมดหัวใจ
จะมีสิทธิ์อะไรไปอาละวาด?
เสินเจียวพลันเอ่ยขึ้น “นั่นยาอะไร?”
หว่างคิ้วของอวี๋ซื่อแฝงความรำคาญเล็กน้อย มิได้ตอบ
หมัวมัวอู๋เอ่ยแทรกขึ้นในจังหวะเหมาะ “คุณชาย ฮูหยินเป็นไข้หวัดมาหลายวันเจ้าค่ะ นี่ก็เป็นเพียงยาบำรุงร่างกายธรรมดาเท่านั้น”
เสินเจียวกวาดตามองนางผ่าน ๆ ราวกับเชื่อคำอธิบายนั้น มิได้ซักถามถึงชามยานั่นอีก
“ยังไม่ถอยออกไปอีก?”
เฉิงหว่านหนิงเงยหน้ามองฮูหยินโหว
อวี๋ซื่อเอ่ยสั่งเสียงเรียบ “เครื่องแต่งกายมงคลของจื่อเซิงก็ยังจัดเตรียมไม่เรียบร้อย หว่านหนิง ฝีมือปักของเจ้าก็ไม่เลว ว่างอยู่ก็ไปช่วยพวกช่างปักตัดเย็บชุดมงคลและเครื่องสวมศีรษะเถิด หมัวมัวอู๋ พาหว่านหนิงไปที่ห้องปัก”
เฉิงหว่านหนิงพยักหน้ารับ หลุบตาลงต่ำ ก้าวเท้าเบา ๆ ตามหมัวมัวอู๋ถอยออกไป
เบื้องหลังมีเสียงสนทนาของสองแม่ลูกดังเล็ดลอดมา
“เรื่องเมื่อวาน เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
“สาวใช้ทดสอบการครองเรือนนั่นก็ส่งตัวกลับไปแล้วมิใช่หรือ?”
“จื่อเซิง ครั้งนี้เจ้าเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษ ล้วนเป็นเพราะสกุลสวีช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวง รั่วอวิ๋นฐานะสูงส่ง จะล่วงเกินมิได้ ของหมั้นหมายก็ต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น…”
เฉิงหว่านหนิงรู้สึกขบขันอยู่ในใจ
ที่แท้เสินเจียวก็ไม่ต่างไปจากชายขายตัวในหอนางโลม อาศัยเพียงรูปโฉมอันหล่อเหลา เพื่อผลประโยชน์และอำนาจวาสนา ก็ออกหน้าเอาใจผู้อื่นได้
——
เฉิงหว่านหนิงกอดแพรอวิ๋นจิ่นสีแดงสดกับกล่องเครื่องประดับของล้ำค่าออกจากห้องปัก ค่อย ๆ เดินเลียบระเบียงทางเดินสู่ตำหนักชีเสีย
แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิอันเจิดจ้าส่องผ่านทางเดิน
เพิ่งพ้นซุ้มประตูวงเดือนมา นางก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งพุ่งตรงจากด้านหน้ามาชน ร่างเฉิงหว่านหนิงหลบไม่ทัน เท้าลื่นไถล
ได้ยินเพียงเสียง “ตุบ” ดังขึ้น แพรที่ถืออยู่ในมือหลุดร่วง กล่องกระแทกพื้น ไข่มุกและลูกปัดหินปะการังกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
เฉิงหว่านหนิงรีบนั่งยองลงเก็บ
“เหลียนเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น?” เสียงสดใสดังมาจากที่ไกล้ ๆ
น้ำเสียงนั้นหวานใสไพเราะ แฝงไปด้วยความห่วงใย ทว่ามีความเย็นชาที่จับสังเกตได้ยากแทรกอยู่ด้วย
“โง่เง่าเต่าตุ่น เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ?”
ไม่รู้ว่าเป็นสาวใช้ของเรือนไหน มาชนผู้อื่นยังจะกลับมาโทษเขาอีก ไร้มารยาทสิ้นดี!
เฉิงหว่านหนิงผู้เคร่งครัดในคำพูดและการกระทำเสมอมา แม้มิใช่เพราะคอหอยมีปัญหา ก็รังเกียจที่จะถือสากับคนเช่นนี้
“เหยียบรองเท้าข้าสกปรก เจ้าชดใช้ได้หรือไม่?
คำด่าทอหยาบคายยังดังไม่หยุด มือเก็บไข่มุกของเฉิงหว่านหนิงพลันชะงัก เงยหน้าขึ้นมองนายบ่าวทั้งคู่
สตรีผู้สูงศักดิ์นางนั้นสวมชุดแพรฝูกวงจินสีเหลืองหม่น คิ้วงาม หน้าผากลื่น กระพุ้งแก้มแดงระเรื่อด้วยเครื่องสำอาง ศีรษะเต็มไปด้วยอัญมณี ใบหน้าอันค่อนข้างธรรมดาภายใต้การเสริมส่งด้วยการแต่งกายอันทรงเกียรตินี้ ดูมีเสน่ห์ชวนมองขึ้นหลายส่วน
โดยเฉพาะปิ่นปักผมกิ่งไผ่เขียวหยกม่วงประดับดิ้นทองบนมวยผมของนาง เวลาเดินพลิ้วไหวเป็นจังหวะ เปล่งประกายระยิบระยับ ดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง
แววตาของเฉิงหว่านหนิงฉายแววตระหนกไปชั่วขณะ
ปิ่นหยกกิ่งไผ่แบบนี้เป็นของที่นำออกประมูลจากหอเจินเป่าเก๋อ หายากล้ำค่า หนักหน่วงด้วยราคา ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสินเดิมของมารดานาง
เมื่อหลายวันก่อน เสินเจียวพานางไปเลือกซื้อเครื่องประดับ ยังพูดจายืนยันหนักแน่นว่าจะประมูลกลับมา มอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิดอายุสิบแปด
เขายังบอกอีกว่าผิวของนางขาว หากสวมใส่บนศีรษะจะต้องงดงามเป็นแน่
ช่างน่าประชดนัก!
ของขวัญที่จะมอบให้คนรักใหม่ เขายังเกียจคร้านที่จะใช้ความคิดเพิ่มอีกนิดเลยหรือ?
เหลียนเอ๋อร์ถลึงตาใสนาง “เจ้ามาจากเรือนไหน? รู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าคือใคร? ถึงอาจหาญมาชน?”
ต่อให้เฉิงหว่านหนิงชักช้าเพียงใด ก็เดาฐานะของพวกนางออกแล้ว
“ถามเจ้าอยู่ ได้ยินหรือไม่? หูหนวก? หรือเป็นใบ้?”
นางจำต้องแสดงภาษามือเพื่อแสดงความเสียใจ
เหลียนเอ๋อร์มีสีหน้าสะใจ “โอ้ เป็นใบ้เสียด้วยหรือ? ได้ยินมานานแล้วว่าข้างกายคุณชายเสินมีสาวใช้ใบ้คนหนึ่งเลี้ยงไว้ คงเป็นเจ้ามิผิด?”
สาวใช้?
เฉิงหว่านหนิงหัวเราะเยาะในใจ
สวีรั่วอวิ๋นกวาดตามองนางผ่าน ๆ แล้วละสายตาไปอย่างรวดเร็ว
กระโปรงผืนงามลากผ่านหน้าตา ทั้งสองหัวเราะคิกคัก ค่อย ๆ เดินห่างออกไป เสียงสนทนาดังแว่วมาเป็นช่วง ๆ
“คุณหนู สวมปิ่นกิ่งไผ่นี้ช่างงามนัก คุณชายเสินคงประมูลมาในราคาสูงทีเดียว”
“เมื่อคืน เขาส่งตัวคนกลับมาอย่างเร่งด่วน ก็เพื่อแสดงความภักดีต่อคุณหนู คิดดูสิว่าเขาอยู่ในสภาพนั้นแล้วยังเก็บกดไว้ได้ ก็แสดงว่าในใจเขามีเพียงคุณหนูคนเดียวไม่ใช่หรือ? ผู้อื่นจะเข้าตาเขาได้อย่างไร?”
“วันนั้นที่สนามม้า คุณหนูสวมชุดแดงกระโจนขึ้นหลังม้า องอาจสง่างาม เรียกสายตาทั้งสนามได้ในบัดดล ข้าสังเกตเห็นชัดเจน สายตาที่คุณชายเสินมองคุณหนูนั้นแน่วแน่ ราวกับวิญญาณหลุดลอยไป…”
สวีรั่วอวิ๋นเอ่ยแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ อย่าพูดมากไร้สาระ ที่นี่คือจวนสกุลเสิน”
เฉิงหว่านหนิงเก็บไข่มุกแต่ละเม็ดอย่างเงียบ ๆ ที่ไหนจะไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านี้พวกนางจงใจกล่าวให้นางได้ยิน
ปลายนิ้วแตะลูกปัดหินปะการังกลมเกลี้ยงเม็ดหนึ่ง นิ้วพลันหดกลับ ปวดแปลบราวถูกเข็มตำ
ก้มหน้าลงจึงพบว่าเมื่อใดไม่รู้เนื้อปลายนิ้วมีโลหิตซึมออกมาเม็ดหนึ่ง
นางดูดโลหิตนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เก็บลูกปัดใส่กล่อง
อดีตของนางและเสินเจียวก็เหมือนเสี้ยนหนามนี้ จะปักลึกลงในห้วงใจของสวีรั่วอวิ๋นอย่างแน่นหนา
นางเป็นสตรีใบ้ ย่อมไม่น่าเป็นกังวล
ทว่า เมื่อมองจากท่าทีของสวีรั่วอวิ๋นที่ปล่อยให้สาวใช้รังแกข่มเหง ก็ไม่ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่ารอจนนางเข้าจวนไปแล้ว ก็คงมีแต่วิธีเปลี่ยนรูปแบบการรังแกเท่านั้น
เฉิงหว่านหนิงกอดแพรและกล่องกลับถึงตำหนักชีเสีย
ฉุ่ยสี่นำเข็มด้ายมาให้ เฉิงหว่านหนิงนั่งริมหน้าต่าง เริ่มร้อยลูกปัดเย็บปักไปพร้อมกับการทำสายคาดเอวให้เสินเจียว
แสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบบนนิ้วมือขาวดั่งต้นหอมของนาง เข็มและด้ายพลิ้วไหว ท่วงท่าชำนาญ ขนาดของเสินเจียวฝังอยู่ในใจนานแล้ว ต่อให้นางไม่วัดก็ไม่มีทางผิดพลาด
“คุณหนู”
ฉุ่ยสี่จ้องกองเครื่องแต่งกายมงคลที่ทำไปแล้วครึ่งหนึ่ง นัยน์ตาเริ่มร้อนผ่าว “หากในใจลำบากใจก็ไปพักในเรือนห้องในเถิด ให้ข้ากับอิ๋นเยวี่ยเถิด”
มือของเฉิงหว่านหนิงชะงักไปเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ
รอยยิ้มของนางจางเบา ราวกับน้ำแข็งละลายหิมะสลาย มีความงามดั่งบุปผาลอยน้ำ
ลำบากใจ?
แต่แรกเริ่มนั้น แท้จริงแล้วใช่ว่านางจะฝังรากลึกในความรู้สึกต่อเสินเจียว เพียงแต่เขามาปรากฏตัวที่จวนจวนจงกั๋วกงทุกวี่ทุกวัน อีกทั้งสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้อง และยังเคยสละชีวิตช่วยเหลือนางไว้ นางจึง…
ช่างเถิด เรื่องในอดีตมิอาจย้อนคืน!
สิ่งเดียวที่นางอยากทำในตอนนี้คือตัดเย็บเครื่องแต่งกายมงคลให้เสร็จโดยเร็ว แสดงความเด็ดเดี่ยวต่อฮูหยินโหว ใช้ประโยชน์จากความชิงชังที่นางมีต่อตน เพื่อให้ได้หนังสือมอบเสรีภาพของอนุโดยเร็ว
ส่วนเสินเจียวจะแต่งกับใคร เกี่ยวอะไรกับนาง?
เพียงแต่ต้นไม้ต้องการสงบนิ่ง แต่ลมกลับไม่ยอมหยุด
ไม่นานนัก สาวใช้ในเรือนผู้น้อยก็มาตำหนักชีเสียแจ้ง “คุณชายอยากกินขนมเปี๊ยะดอกหอมท่าน้ำที่เจ้าทำเอง ให้เจ้ารีบนำไปที่เรือนม่ออวี้เซวียน”
สาวใช้น้อยหน้าตาไม่คุ้นเคย แต่นางสวมเครื่องแต่งกายสาวใช้ชั้นสามของจวนจริง ๆ
เฉิงหว่านหนิงรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหลอน
ตอนนี้เสินเจียวคงกำลังอยู่เคียงคู่สวีรั่วอวิ๋นชมจันทร์คุยลม ไฉนมีเวลามาแกล้งนาง?
หรือว่าอยู่ดี ๆ ก็คลุ้มคลั่ง?
“ก็แค่อนุคนหนึ่ง ความคิดของนายท่านเป็นเรื่องที่เจ้าควรสอบถามด้วยหรือ?” สาวใช้น้อยเห็นสีหน้านางลังเล ก็แสยะยิ้มเยาะ
“กระทำล่วงเกินแขกผู้มีเกียรติ เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
เฉิงหว่านหนิงรู้ดีว่าสาวใช้ในเรือนของเสินเจียวมักจะถือดีว่าตนเหนือกว่า มีนิสัยเอาแต่ใจใหญ่โต ก็ขี้เกียจเถียง พยักหน้าบอกว่ารับรู้
พอสาวใช้น้อยไปแล้ว นางก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ล้างมือแล้วจึงไปที่ครัวใหญ่…