เสิ่นเช่อขมวดคิ้ว มือที่จับมือหลินชิงเยวี่ยกระชับแน่นขึ้น ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “อย่าเก็บมาใส่ใจเลย แม่กับพวกเขาก็เป็นนิสัยแบบนี้ ชอบเอาเปรียบ ถ้าคุณไม่สบายใจ เรากินข้าวเสร็จก็กลับกัน”
หลินชิงเยวี่ยบีบมือเขาตอบ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพูดเสียงนุ่มว่า “ไม่เป็นไร ฉันเตรียมใจไว้แล้ว”
สิ้นเสียงพูด เสิ่นเช่อก็ผลักประตูลานบ้านเปิดออก
ในลานบ้านเงียบลงทันที แม่เฉินกับลูกสะใภ้ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน พอเห็นพวกเขา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังตะกร้าในมือของทั้งสอง
ส่วนคุณย่าเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ซุ้มองุ่น กำลังเย็บพื้นรองเท้าอยู่ เมื่อเห็นพวกเขา นางก็วางเข็มกับด้าย ลุกขึ้นยิ้มทักว่า “ชิงเยวี่ย มาแล้วหรือ เข้ามานั่งเร็ว”
“คุณย่า แม่ พี่สะใภ้ น้องสะใภ้...” เสิ่นเช่อทักทายก่อน แล้วหันข้างแนะนำว่า “นี่คือชิงเยวี่ยครับ”
หลินชิงเยวี่ยเดินตามเสิ่นเช่อเข้าไปในลานบ้าน ยกตะกร้าไม้ไผ่ในมือขึ้นเล็กน้อย แล้วพยักหน้าทักทายทุกคนทีละคน “สวัสดีค่ะคุณย่า สวัสดีค่ะคุณป้า สวัสดีค่ะพี่สะใภ้ สวัสดีค่ะน้องสะใภ้”
เสียงของเธอใสกังวาน แสดงมารยาทอย่างพอเหมาะพอดี ครั้นสายตาเลื่อนไปยังแม่เฉินกับสะใภ้ทั้งสอง เธอก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาที่พวกเขาจับจ้องมาอย่างโจ่งแจ้ง
แม่เฉินเหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ เห็นมุมกระดาษไขที่ห่อของอยู่ด้านในโผล่ออกมา จึงเดาว่าน่าจะเป็นขนม ใบหน้าถึงค่อยฝืนยิ้มออกมา “มาแล้วก็มาเถอะ ยังจะเอาของมาทำไมกัน จริง ๆ เลย”
พูดจบก็ส่งสายตาให้สะใภ้คนโต หวังชุยเอ๋อรีบก้าวเข้ามารับตะกร้าไม้ไผ่ เปิดดูแล้วเห็นขนมถั่วเขียวสองห่อ ลูกอมผลไม้หนึ่งถุง และผ้าสีน้ำเงินหนึ่งผืน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะยิ้มพูดว่า “ปัญญาชนหลิน คุณเกรงใจเกินไปแล้ว ของพวกนี้หายากทั้งนั้นเลยนะคะ”
