หวังชุยเอ๋อกับจางไหล่ตีถูกตำหนิจนหน้าแดง ก้มหน้าขยำชายเสื้อ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
แม่เฉินเองก็หดคออย่างกระอักกระอ่วน พึมพำว่า “ฉันก็แค่อยากให้ชิงเยวี่ยได้แสดงฝีมือบ้างเท่านั้นเอง…”
“เถียนต้าฮวา ตอนที่เธอเพิ่งมาทำความรู้จักกับคนในตระกูลเสิ่นครั้งแรก ฉันเคยให้เธอไปทำอาหารหรือ? ยังจะพูดว่าแสดงฝีมืออีก เธอเอาความกล้ามาจากไหนพูดแบบนี้” คุณย่าเฉินจ้องเธอ พลางถามอย่างไม่สบอารมณ์
“แม่…ฉันก็แค่คิดว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่นา!” แม่เฉินพึมพำเสียงเบา
“เป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้หญิงสาวที่เพิ่งเข้าบ้านมาลงครัวทำอาหาร!” คุณย่าเฉินฟาดพื้นรองเท้าในมือลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เสียงดังขึ้นอีกหลายระดับ “เธอคิดจะทำอะไร รีบร้อนจะวางอำนาจหรือไง?”
แม่เฉินถูกพูดจนเถียงไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงอ้ำอึ้งว่า “แม่พูดถูกแล้วค่ะ ลูกคิดไม่รอบคอบเอง ก็แค่เห็นว่าชิงเยวี่ยทำอาหารอร่อย…”
“ต่อให้อร่อยก็ไม่ได้ ไม่มีธรรมเนียมแบบนี้” คุณย่าเฉินพูดเสียงเย็น
หลินชิงเยวี่ยนั่งอยู่ข้าง ๆ มองคุณย่าเฉินช่วยพูดแทนตน ในใจก็รู้สึกอบอุ่น
เธอยกแก้วเคลือบขึ้นจิบน้ำหวาน แล้วพูดเสียงเบาว่า “คุณย่าคะ อย่าโกรธเลยค่ะ ป้ากับพี่สะใภ้ทั้งหลายก็หวังดี แค่อยากลองชิมฝีมือของหนูเท่านั้นเอง ไว้วันหลังถ้าหนูว่าง จะมาตั้งใจทำอาหารให้ทุกคนกินสักมื้อ วันนี้ก็อย่าเพิ่งเพิ่มความวุ่นวายเลยนะคะ”
คำพูดนี้ช่วยให้แม่เฉินกับบรรดาพี่สะใภ้มีทางลง อย่างไรเสียก็เป็นครั้งแรกที่เธอมาบ้านนี้ จะทะเลาะกันจนเสียบรรยากาศเกินไปก็ไม่ดี
