หลินเจี้ยนเย่ค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ สะอื้นไห้ ฝนตกลงมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ชโลมเส้นผมเขาเปียกโชก น้ำฝนปนกับน้ำตาเปียกชุ่มไปถึงปกเสื้อ แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่เขากลับรู้สึกว่าน้ำฝนเย็นเฉียบเสียดแทง ชำระล้างเขาให้เย็นชืดไปทั้งตัว
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เม็ดฝนโตเท่าเม็ดถั่วกระหน่ำลงพื้น กระเซ็นเป็นละอองน้ำละเอียด และกระหน่ำลงบนหลังของหลินเจี้ยนเย่ ดั่งเข็มนับหมื่นเล่มที่เย็นเฉียบ
เขานั่งยองอยู่ปากซอย เยี่ยงรูปปั้นหินที่ถูกทอดทิ้ง มีเพียงเสียงสะอื้นที่อัดอั้นพิสูจน์ว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ผ้าที่เปียกชุ่มที่ปกเสื้อแนบติดกับผิวหนัง ความหนาวเย็นลอดรูขุมขนซึมเข้าสู่กระดูก แต่เขากลับไม่รู้สึกหนาว ความเย็นเยียบในใจนั้นกลบเกลื่อนความเย็นของสายฝนไปหมดแล้ว
เขานึกถึงตอนที่ภรรยาเพิ่งแต่งงานเข้ามาใหม่ ๆ ผมเปียสองข้างดำขลับ เวลายิ้มดวงตาก็บิดโค้งเยี่ยงพระจันทร์เสี้ยว พูดว่าจะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างดี
นึกถึงตอนที่นางท้องชิงเยวี่ย กลางคืนน่องเป็นตะคริว เขาเขย่งเขย่งมือถูขาให้นางอย่างงุ่มง่าม แต่นางกลับยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร เพื่อลูกแล้วก็คุ้มค่า”
นึกถึงตอนสุดท้ายที่ไหนนางจับได้ว่าเขาอยู่กับหวังซิ่วหลาน...จนถึงวินาทีสุดท้ายที่นางจับมือเขา ฝากให้เขาดูแลชิงเยวี่ยให้ดี...
เศษเสี้ยวความอบอุ่นเหล่านั้น กลายเป็นมีดที่คมกริบที่สุดในตอนนี้ เล่มแล้วเล่มเล่ากรีดแทงหัวใจของเขาอย่างโหดร้าย
เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ถูกเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้มืดบอด ทำลายครอบครัวของตัวเองด้วยมือของตัวเอง กระทั่งทำให้ภรรยาที่จากไปต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน และยังปล่อยให้ลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปี
