ทั้งสองคนกินข้าวเสร็จ เสิ่นเช่อก็พาหลินชิงเยวี่ยไปห้างสรรพสินค้า
ทันทีที่เข้ามาในห้างสรรพสินค้า หลินชิงเยวี่ยก็ร้องขึ้นว่า “เสิ่นเช่อ ห้างสรรพสินค้าในเมืองนี่ไม่เหมือนกันจริง ๆ คุณดูสิ ของที่นี่มีครบครันกว่าร้านสหกรณ์ในตำบลของเราตั้งเยอะ”
เสิ่นเช่อพยักหน้า “อืม เดี๋ยวเห็นอะไรถูกใจก็ซื้อกันเยอะ ๆ หน่อย”
ระหว่างพูด เสิ่นเช่อก็ดึงเธอไปที่เคาน์เตอร์ขายนาฬิกาข้อมือ แล้วเอ่ยกับพนักงานหลังเคาน์เตอร์ว่า “สหาย รบกวนหยิบนาฬิกาข้อมือเรือนนี้ออกมาให้ผมดูหน่อยครับ”
พนักงานหลังเคาน์เตอร์เห็นเสื้อผ้าของเสิ่นเช่อที่ซักจนซีดขาว ก็เบ้ปากพูดว่า “คุณแน่ใจหรือว่าจะซื้อ นี่เป็นนาฬิกายี่ห้อเหมยหัว ราคา 180 หยวนกับบัตรคุ้มนาฬิกาหนึ่งใบ”
เสิ่นเช่อเห็นท่าทีดูถูกคนของเธอ ก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “สหาย คุณมีท่าทีแบบนี้หมายความว่ายังไง ผมยังไม่ได้ดูเลย จะรู้ได้ยังไงว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ”
พนักงานหลังเคาน์เตอร์พึมพำในใจว่า “ยังจะบอกว่ายังไม่ได้ดูอีก ไม่ดูตัวเองบ้างเลยว่าซื้อไหวหรือเปล่า!”
“คุณพูดว่าอะไรนะ” เธอพึมพำเสียงเบามาก แต่หลินชิงเยวี่ยก็ยังได้ยิน “พูดอีกครั้งสิ”
พนักงานหลังเคาน์เตอร์แค่นเสียงเย็นชาในใจ แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ฉันบอกว่านาฬิกาข้อมือเรือนนี้เป็นของมีค่า ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อ แล้วฉันหยิบออกมาให้พวกคุณทำพังขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะ”
“อ้อ นาฬิกาข้อมือที่ขายที่นี่เป็นของปลอมหรือไง ถึงดูแวบเดียวก็พังได้” หลินชิงเยวี่ยสวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์
