คำพูดนั้นแทงใจหวังชุยเอ๋อเข้าอย่างจัง เธอกระแทกทัพพีในมือลงกับก้นกระทะเสียงดัง “ก็จริงน่ะสิ! ตอนพวกเราแต่งเข้ามา มีแค่เสื้อผ้าขาด ๆ สองชุดเท่านั้น”
จางไหล่ตีได้ฟังก็ยิ่งโมโห ตอนที่เธอแต่งเข้ามานั้นยิ่งแล้วใหญ่ มีเพียงเสื้อผ้าขาด ๆ ติดตัวชุดเดียว อย่างอื่นไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เพราะเรื่องนี้แม่เฉินจึงหยิบยกมาพูดเหน็บแนมเธออยู่บ่อย ๆ
จางไหล่ตีกำผ้าขี้ริ้วในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว แสงไฟในเตาสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจและความไม่เป็นธรรมในแววตา “ตอนนั้นฉันลำบากยิ่งกว่าอีก บ้านเดิมจนกรอบ ไม่มีแม้แต่จะกิน อย่าว่าแต่สินเดิมเลย รองเท้าคู่ใหม่สักคู่ก็ยังไม่มีใครทำให้ แม่หยิบเรื่องนี้มาเหน็บแนมฉันอยู่หลายปี พี่สะใภ้ใหญ่รู้ดีที่สุดนี่นา”
หวังชุยเอ๋อถอนหายใจ ตักน้ำใส่กระทะหนึ่งกระบวย “ใครไม่เป็นแบบนั้นบ้างล่ะ? สินเดิมนิดหน่อยของฉัน แม่ก็ยึดไปตั้งแต่ตอนนั้นโดยอ้างว่า ‘เอาไว้ใช้ในบ้าน’ จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลย” เธอเหลือบมองออกไปนอกลานแล้วลดเสียงลง “ทำไมปัญญาชนหลินถึงกล้าอ้าปากขอเกินเหตุขนาดนั้น? ก็เพราะอาศัยว่ามีเงินและบัตรอยู่ในมือไม่ใช่หรือไง?”
“ใช่!” น้ำเสียงของจางไหล่ตีเจือความโกรธ “พอเธอแต่งเข้ามา แม่คงประคบประหงมเธอไม่รู้จะขนาดไหน แล้วจะยังจำความลำบากของลูกสะใภ้เก่า ๆ อย่างพวกเราได้อีกหรือ”
ทั้งสองต่างพูดกันคนละคำสองคำ ระบายความคับข้องใจที่เก็บสะสมมาหลายปีออกมาจนหมด
น้ำในกระทะค่อย ๆ เดือดพล่าน ส่งเสียงปุด ๆ ราวกับกำลังขานรับความขุ่นเคืองของพวกเธอ
“แต่พูดอีกอย่างนะ” จู่ ๆ หวังชุยเอ๋อก็เปลี่ยนเรื่อง “ถ้าเธอเข้ามาแล้วทำให้ครอบครัวได้ประโยชน์จริง ๆ พวกเราทนอีกหน่อยก็ถือว่าคุ้ม”
