ในจังหวะนั้นเอง เสียงของพี่เหลียนดังมาจากชั้นบน จี้ฉางลุกขึ้นทันทีแล้วรีบขึ้นไปกินข้าว
ระหว่างกินข้าว เมื่อเห็นจี้ฉางขมวดคิ้วแน่น พี่เหลียนก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ตลอดมื้อจึงเงียบสนิท
ขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัดถึงขีดสุด จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากชั้นล่าง
“มีใครอยู่ไหมวะ? แม่งเอ๊ย อย่าบอกนะว่าร้านว่างอีกแล้ว พวกช่างเทคนิคได้เสพสุขกับสวัสดิการเขตพิเศษ แถมได้รับการคุ้มครองอย่างดี พอเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ กลับหนีเร็วกว่าใครเพื่อน”
พอได้ยินเสียง จี้ฉางก็วางชามตะเกียบทันทีแล้วรีบลงไปชั้นล่าง
“อยู่นี่ ๆ ข้างบนเพิ่งกินข้าวกัน”
ชั้นล่าง ชายร่างกำยำตาเดียวคนหนึ่งกำลังจะเดินจากไปอยู่แล้ว แต่พอได้ยินเสียงก็หยุดทันที
“ดูท่ายังมีคนมีน้ำใจอยู่บ้าง”
อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา พลางมองจี้ฉางที่ดูอายุน้อยอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่สุดท้ายเขาก็พูดขึ้น
“แม่งเอ๊ย ม้าตายก็ลองรักษาเหมือนม้าเป็นแล้วกัน เถ้าแก่ ที่นี่มีกระสุนไหม? รุ่นไหนก็ได้”
จี้ฉางได้ยินอีกฝ่ายพึมพำงึมงำ จึงยืนอยู่ตรงปากบันไดแล้วพิจารณาอีกฝ่าย
ไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มจะโมโห จี้ฉางถึงค่อยเอ่ยปาก
“คุณเป็นใคร?”
เสียงไม่ได้ดัง แต่กลับทำให้ชายตาเดียวตรงหน้าฉุนเฉียวขึ้นมาทันที
“แกจะอยากรู้ไปทำไมว่าฉันเป็นใคร? แค่บอกมาว่ามีหรือไม่มี ถ้ามีก็ซื้อ จ่ายเงินรับของกันจบ ถ้าไม่มีฉันก็ไป วัน ๆ เสือกเรื่องชาวบ้านไม่เลิก ฉันเป็นหัวหน้ากองทหารรับจ้างระดับดี”
ขณะพูด อีกฝ่ายเห็นจี้ฉางยังยืนนิ่งไม่ไหวติง จึงหันหลังเดินจากไป พร้อมสบถด่า