คิมซอนอานั่งอยู่บนเก้าอี้ เงยหน้ามองเขา
น้ำตายังคงไหลริน ทว่านางมิได้ยกมือขึ้นเช็ด ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเช่นนั้น
นางอยากเอ่ยอะไรสักอย่าง แต่ลำคอกลับตีบตัน รออยู่นานกว่าจะเค้นคำหนึ่งออกมาได้
“ได้”
เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ถูกสายลมนอกกระโจมพัดผ่านแล้วเลือนหายไป
กู้ม่อหร่านยืดตัวขึ้น ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เปิดทางให้นางลุกขึ้น
คิมซอนอาเช็ดหน้า ก้มศีรษะลุกขึ้น เดินไปถึงปากกระโจมแล้วชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
นางมิได้หันกลับมา
เพียงแหวกม่านกระโจมแล้วเดินออกไป
ม่านตกลงด้านหลังนาง แกว่งไกวอยู่สองครั้งจึงสงบนิ่ง
กู้ม่อหร่านยืนอยู่ข้างโต๊ะ ฟังเสียงฝีเท้าของนางห่างออกไปทีละน้อย
เขาก้มมองรูเล็ก ๆ บนแผ่นที่ ซึ่งเกิดจากปลายดินสอถ่านทิ่มทะลุ
ปลายนิ้วลูบไล้ขอบรูนั้นสองครั้ง
เขาหยิบดินสอถ่านขึ้นมา เขียนคำสองคำข้างท่าเรืออินชอน
“สะพานกระดาน”
……
เสียงกลองศึกเริ่มดังกระหึ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ทหารสวมเกราะเรียงรายเต็มลานหินที่ท่าเรือเติงโจว หมวกเหล็กสะท้อนแสงเย็นเยียบในยามรุ่งสาง แถวยาวต่อกันจากท่าเรือไปจนสุดถนนหลวง มองไกลออกไปเห็นเป็นเงาดำทะมึนสุดลูกหูลูกตา
ยามกู้ม่อหร่านขึ้นไปบนแท่นสั่งการ สายลมทะเลก็พัดธงผู้บัญชาการให้คลี่ออกพอดี
ธงผืนใหญ่ปักอักษร “อี่” พลันสะบัดกางอยู่ด้านหลังเขา ชายธงกวาดผ่านขอบฟ้า เกิดเสียงสะเทือนทุ้มต่ำ
เขาสวมเกราะศึกสีดำสนิท ข้างเอวห้อยกระบี่ติ้งไห่ที่อันอ๋องส่งมอบให้ ลวดลายทองแดงบนฝักกระบี่สั่นไหวเบา ๆ ตามแรงลมทะเล ราวกับกระบี่คู่กายที่เงียบงันมานานกำลังเร่งให้เขาออกเดินทาง
ทั่วทั้งลานพลันเงียบสงัด
เสียงลมหายใจของผู้คนนับหมื่นประสานกัน คลุกเคล้ากับเสียงคลื่นกระทบโขดหินอันอื้ออึง
