หลิวหรูเยียนเดินเข้าไปหา ยื่นมือแตะหน้าผากนางดู “ไม่ร้อนนี่ เหตุใดสวมเสื้อผ้าหนาเช่นนี้?”
ซูเหยาส่ายหน้า ปัดมืออีกฝ่ายออก “ไม่เป็นไร ช่วงหลายวันนี้เพียงรู้สึกหนาวง่ายขึ้น”
หลิวหรูเยียนไม่ได้ชักมือกลับ ตรงกันข้าม นางนั่งลงข้าง ๆ แล้วพินิจดูอย่างละเอียด
“ข้าว่าสีหน้าเจ้าก็ไม่ค่อยดี ตอนเช้าพอห้องครัวยกน้ำแกงปลามาให้ เจ้าแค่ได้กลิ่นก็ขมวดคิ้วแล้ว แม้แต่ตะเกียบก็ยังไม่ได้แตะ”
ซูเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง
ช่วงนี้นางรู้สึกผิดปกติอยู่จริง ทั้งเหม็นกลิ่นควันจากการทำอาหาร ทั้งเหม็นกลิ่นคาว พอได้กลิ่นนั้นก็รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก บางคราวร่างกายก็ร้อนวูบวาบเป็นพัก ๆ
อีกเดี๋ยวก็หนาวจนตัวสั่น เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ใจสั่นหายใจหอบ ท้องน้อยยังรู้สึกหนักหน่วงอยู่ราง ๆ คล้ายประจำเดือนใกล้มา ทว่าพอนับวันดูแล้วกลับไม่ตรงกัน
“คงเป็นเพราะกังวลเรื่องกู้ม่อหร่านกระมัง ไม่รู้ว่าศึกครั้งนี้จะลงเอยเช่นไร”
เซี่ยวั่นชิงวางพู่กัน เงยหน้ามองนาง แล้วก็มองมือที่วางอยู่บนท้องน้อย ก่อนจะหัวเราะคิกออกมา
“พี่ซู อ๋องของพวกเรายังต้องให้พวกเรากังวลด้วยหรือ?”
หลิวหรูเยียนกล่าวกลั้วหัวเราะต่อ
“เจ้าควรกังวลมากกว่าว่าคราวนี้เขากลับมา จะพาพี่น้องกลับมาหาพวกเรากี่คน”
“เรื่องอื่นล้วนเป็นเรื่องขบขัน ข้าว่าเจ้าคง...มีข่าวดีแล้วกระมัง?”
นิ้วมือของซูเหยาชะงักแข็ง
“พูดเหลวไหลอะไร”
เซี่ยวั่นชิงยกมือปิดปาก
“ยินดีกับพี่ซูด้วย หากท่านอ๋องรู้เข้าคงดีใจจนแทบคลั่ง”
