กู้มั่วหลีหมุนกายกลับไปนั่งที่โต๊ะ หยิบพู่กันด้ามเดิมที่ปลายแห้งแข็งขึ้นมาอีกครั้ง แล้วฝนหมึกในแท่นหมึกอย่างไม่รีบร้อน
“รอ”
ชิงอู๋ชะงักไปเล็กน้อย
“รออะไรหรือ”
“รอให้เขาสืบพบเรื่องราวเพิ่มเติมด้วยตัวเอง”
กู้มั่วหลีจรดพู่กัน เขียนอักษรตัวจิ๋วหนึ่งบรรทัดลงบนหน้าว่างของคัมภีร์
“ยิ่งเขาสืบลึกเท่าไร ก็ยิ่งไม่กล้าลงมือผลีผลาม เพราะไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องรู้เรื่องหนึ่งเข้า…”
“ไพ่ตายในมือข้า ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคิดเสียอีก”
นางหยุดครู่หนึ่ง เงยหน้ามองความมืดมิดนอกหน้าต่าง
“คนฉลาดที่ไม่กล้าลงมือ ถึงจะเป็นหมากที่ใช้งานได้ดีที่สุด”
ชิงอู๋ไม่ซักถามต่อ ถอยไปยืนข้างประตู แผ่นหลังแนบชิดกับกรอบประตูเย็นเยียบ
เสียงลมด้านนอกพัดกระหน่ำแรงขึ้นเป็นระลอก พัดต้นเหมยเก่าแก่บนกำแพงลานจนกิ่งก้านสั่นไหว ส่งเสียงราวกับภูตผีร่ำไห้
ขณะนั้นเอง เสียงนกไนติงเกลแผ่วเบาพลันดังมาจากด้านนอกหน้าต่าง
สองครั้ง เว้นช่วงครู่หนึ่ง แล้วอีกหนึ่งครั้ง
แววตาชิงอู๋เปลี่ยนไป นางรีบแนบตัวกับหลังประตู อาศัยแสงโคมตรงระเบียงมองออกไปครู่หนึ่ง แววตาไหววูบ ก่อนจะสาวเท้ากลับมาข้างกายกู้มั่วหลี กดเสียงต่ำยิ่งกว่าเสียงลม
“สองคนที่อยู่ข้างนอกติดต่อกับบ่าวได้แล้วเพคะ”
“พวกนางเป็นคนของพระมารดา ซือชิงกับฮัวอี้ สองพี่น้องต่างเป็นขุนนางขั้นสาม”
“พวกนางส่งสัญญาณลับมาจากข้างนอก บอกว่าเหนียงเหนียงทรงทราบแล้วว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ลั่วหยาง ขอให้พระองค์วางพระทัยได้”
พู่กันในมือกู้มั่วหลีชะงักไป
หยดหมึกหนึ่งหยดค่อย ๆ ซึมแผ่เป็นปื้นดำเข้มบนกระดาษ
นางไม่รีบร้อนถามเรื่องอื่น เพียงเงยหน้ามองชิงอู๋
