เจียงหลี่ยกม้านั่งตัวเล็กเดินไปนั่งใกล้ ๆ “ตั้งหนึ่งล้านแต้ม ทำไมถึงไม่เอาล่ะ?”
ต้องขายผักตั้งเท่าไรกว่าจะหาแต้มได้มากขนาดนี้?
เจียงเหยียนได้ยินแล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมา “งั้นบ้านเราก็จะรวยมหาศาลเลยน่ะสิ!”
เขาตื่นเต้นจนไม่รู้จะระบายออกทางไหน จึงพุ่งเข้าไปอุ้มจูชุ่ยฮวาขึ้นมาหมุนรอบหนึ่ง ก่อนตะโกนเสียงดังว่า “จูชุ่ยฮวา! บ้านเราจะรวยแล้ว! ดีใจไหม?”
เจียงหลี่ทนมองไม่ไหว จึงเบือนสายตาหนีแล้วก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ
ยามค่ำคืน
“แม่ ตื่นสิ”
หลิวชิงกำลังหลับอยู่ ในความงัวเงียมีคนเขย่าตัวเธอ
พอลืมตาขึ้น ก็เห็นเว่ยโจวยืนอยู่ข้างเตียง
“โจวโจว มีอะไรเหรอ?”
“แม่ รีบกินหมั่นโถวเถอะ” เว่ยโจวหยิบหมั่นโถวที่ซ่อนไว้ตอนกลางวันออกมา ยื่นไปจ่อริมฝีปากมารดา
แม้จะเย็นชืดแล้ว แต่ก็ยังช่วยให้อิ่มท้องได้
หลิวชิงรับมาแต่ยังไม่กิน เธอป้อนน้องชายคนเล็กที่ยังหลับไม่ได้สติก่อน แล้วค่อย ๆ ป้อนเขาทีละน้อยโดยใช้น้ำช่วย
“แม่ ผมเอามาสามลูกนะ เราคนละลูก”
หลิวชิงกัดหมั่นโถวทั้งน้ำตา พลางเงยหน้ามองความเคลื่อนไหวในห้องข้าง ๆ อย่างระแวดระวังเป็นระยะ กลัวว่าเว่ยต้าห่ายจะออกมา
เสียงกรนของเว่ยต้าห่ายดังมาจากห้องข้าง ๆ ตอนนี้เสียงกรนนั่นกลับทำให้รู้สึกปลอดภัย
“หมั่นโถวพวกนี้เอามาจากไหน?” หลิวชิงถาม
“ผมไปขอจากพี่สาวเจียงที่บ้านข้าง ๆ” เว่ยโจวเปิดถุงให้หลิวชิงดู “พี่เจียงให้มาทีเดียวตั้งแปดลูกแน่ะ แม่ พรุ่งนี้กลางคืนเรายังกินได้ ไม่ต้องอดแล้ว”
หลิวชิงปาดน้ำตา “คุณหนูเจียงเป็นคนดีจริง ๆ”
ในยุคนี้ ตามถนนหนทางมีคนคุกเข่าขออาหารให้เห็นอยู่ทุกแห่ง แต่คนใจดีที่ยอมแบ่งอาหารให้สักคำกลับมีไม่กี่คน หนึ่งคือทุกคนยังเอาตัวเองไม่รอด สองคือกลัวว่าจะพาเรื่องเดือดร้อนมาให้
