พนักงานยกน้ำซุปสร่างเมามาให้ เหรินตงสิงไม่ทันคิดก็ยกดื่มรวดเดียวหมด
ที่จริงน้ำซุปยังร้อนจนลวกปาก แต่เขาก็เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อปลายลื่นพลันชาและตายด้าน
ความรู้สึกนั้นเหมือนถูกใครกัดเต็มแรงจนหนังปริ เนื้อฉีก เลือดซิบ หลังจากนั้นสองสามเดือนจะกินอะไรก็ไม่รู้รส
เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำครานั้น เหรินตงสิงก็อดตัวสั่นสะท้านไม่ได้ รู้สึกเหมือนในมุมมืดมีดวงตาคู่หนึ่งเปี่ยมด้วยความแค้นเคืองจ้องเขม็งมาที่ตน
“อะแฮ่ม”
หลิวจั่งกุ้ยกระแอมเบาๆ ดึงเขากลับมาจากห้วงความคิดยุ่งเหยิง
เขาได้แต่ข่มใจสงบสติ รีบสลัดเรื่องนี้ให้พ้นตัวก่อน
“เจ้า…เมื่อครู่กล่าวสิ่งใด? ข้าไม่ได้ยินถนัดนัก”
หลิวจั่งกุ้ยเร่งเอ่ยตามไปด้วย “ข้าน้อยว่าแม่นางคงเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน ร้านของเราเปิดประตูค้าขาย จะมาเกี่ยวพันกับคดีความผิดใดได้?”
เขายิ้มอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ “อีกอย่าง ท่านโหวน้อยเหรินบัดนี้ดูแลกรมพระธรรมนูญ ทรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมที่สุด จะปล่อยให้คนในบ้านก่อเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”
คำพูดนี้ก็เพื่อปรามอีกฝ่าย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เจ้าแม้จะเป็นแขกของท่านโหวน้อย แต่ร้านตัดเสื้อจิ่นซิ่วของเราก็สัมพันธ์ลึกซึ้งไม่น้อยกับเขา ควรชั่งน้ำหนักฐานะของตนเสียบ้าง
ใครจะรู้ เซี่ยซีม่อสีหน้าไม่ไหวติง ราวกับไม่เข้าใจนัยคำกล่าวนั้นเลย นางเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ข้าเพียงรู้ว่า ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ข้าต้องการเพียงให้ผู้ตายได้พักสงบ”
สีหน้าเหรินตงสิงขุ่นมัวลงอีกหลายส่วน ยิ่งใจลอยก็ยิ่งหมดความอดทน เขาพลันตวาดขึ้นเสียเลย “หลิวจั่งกุ้ย ข้าว่าหญิงผู้นี้พูดจาเหลวไหล หาแก่นสารมิได้ มีเจตนาแกล้งข้าเล่นเท่านั้น ถึงนางจะเป็นแขกของจวนท่านโหวน้อย แต่ก็ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเกินไปแล้ว”
