บนโต๊ะอาหาร ซูเชียนเชียนมองหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพียงลำพัง ดวงตากลอกไปมา กำลังจะเอ่ยปาก แต่หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน
“น้องสาว คุณหลิวมาขอโทษฉันแล้ว ทำไมน้องยังไม่ขอโทษล่ะ”
มือที่ถือ ตะเกียบของซูเชียนเชียนกำแน่นขึ้นทันที แววตาในชั่วขณะนั้นเย็นเยียบและดุดัน แต่ก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เธอมองซูเชิงด้วยสีหน้าลำบากใจ “พี่ชาย ฉัน...”
ซูเชิงวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง “หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ เธออย่าได้คืบจะเอาศอก เชียนเชียนต้องขอโทษเธอทำไม”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ทำหน้าซื่อ “เคยมีคนบอกฉันว่า ทำผิดก็ต้องขอโทษนี่นา น้องสาวไม่สืบให้รู้ความจริงก็รีบมาหาว่าฉันผิด ทำให้คนอื่นเข้าใจฉันผิด แบบนี้ไม่ควรขอโทษหรือ”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์มองซูเชียนเชียนที่หน้าซีดเผือดแล้วก็เกือบหลุดหัวเราะ นึกถึงท่าทีของอีกฝ่ายขึ้นมา จึงแสร้งก้มหน้าลง ทำเสียงให้น่าสงสาร “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าน้องไม่อยากขอโทษก็ไม่ต้องขอโทษ ใครใช้ให้พ่อแม่รักน้องล่ะ ไม่เหมือนฉัน เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีใครปกป้อง ไม่ว่าฉันจะถูกหรือผิดก็ต้องเป็นฝ่ายขอโทษคนอื่น”
ถึงหยุนเสวี่ยเอ๋อร์จะปิดบังความงามไว้ถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังคงสวยอยู่ดี เมื่อรวมกับบุคลิกแล้ว เธอดูคล้ายดอกไม้ขาวบอบบางน่าสงสาร ชวนให้คนรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
มารดาตระกูลซูมองหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่มีท่าทางหวาดหวั่น สีหน้าเผยความไม่สบายใจและความสงสารออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตบมือซูเชียนเชียนเบา ๆ อย่างอ่อนโยน “เชียนเชียน ขอโทษพี่สาวหน่อยได้ไหมลูก”
ซูเชียนเชียนที่คิดว่ามารดาตระกูลซูจะเข้าข้างตัวเองร้องออกมาอย่างตกใจ “แม่!”
