วันที่สี่ที่หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ดูแลฮั่วเฉินอย่างพิถีพิถัน ในที่สุดเขาก็ยืนขึ้นได้แล้ว บาดแผลลึกจนแทบมองไม่เห็นก้นแผลก็หายไปกว่าครึ่ง
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ทายาเสร็จแล้วมองบาดแผลที่เริ่มสมานและไม่มีเลือดซึมออกมาอีก ก่อนจะตบมืออย่างพึงพอใจ
“ฮั่วเฉิน อีกไม่กี่วันแผลของคุณก็น่าจะหายสนิทแล้ว”
ฮั่วเฉินลุกขึ้นยืนแล้วหันไปทางหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ ศีรษะใหญ่โตของเขาเกยลงบนท้องเธอเบา ๆ
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์โอบศีรษะใหญ่โตนั้นไว้ตามจังหวะ พอเสื้อผ้าสัมผัสกับมันก็รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมา ทำเอาเธอหัวเราะคิกคักทันที
“ฮั่วเฉิน จั๊กจี้นะ”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์จับหูใหญ่ทั้งสองข้างของเขา น้ำเสียงฟังดูตำหนิอยู่บ้าง แต่ร่างกายกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ปล่อยให้เขาทำตามใจ
ฮั่วเฉินดมกลิ่นหอมชวนหลงใหล พลางใช้จมูกดุนเนื้อผ้าตรงหน้าไม่หยุด เมื่อได้ยินหยุนเสวี่ยเอ๋อร์บอกว่าจั๊กจี้ เขาถึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองเธอด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ขยี้ศีรษะใหญ่โตของเขาแรง ๆ แล้วมองตอบ “ฮั่วเฉิน อยากออกไปเดินเล่นไหม? วันนี้อากาศดีมากเลย”
ฮั่วเฉินคิดว่าตัวเองเป็นเสือที่เชื่อฟังภรรยามากที่สุดตัวหนึ่ง จึงรีบพยักหน้ารัว ๆ จากนั้นก็ถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนหมอบขาหน้าลงกับพื้นและก้มศีรษะตาม
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ไม่เข้าใจท่าทางของฮั่วเฉิน จึงถามอย่างสงสัย “คะ...คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”
ฮั่วเฉินสะบัดหางไปมา “ที่รัก ขึ้นมานั่งสิ ผมจะพาคุณออกไปข้างนอก”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ทำหน้าตกตะลึง เธอจะขึ้นไปขี่คนเจ็บได้ยังไงกัน จึงรีบปฏิเสธ “ฮั่วเฉิน ไม่ต้องหรอก แผลคุณยังไม่หายดีเลย ถ้าฉันเผลอไปโดนแผลคุณขึ้นมาจะทำยังไง?”
