จะดีหรือไม่ นางหลี่เสี่ยวชิงเองก็ไม่รู้
นางรู้เพียงว่ามีแค่เอ้อร์ยาลูกสาวคนเดียว นางก็เกือบถูกแม่สามีด่าตายแล้ว
หากมีลูกอีกสักคน นางคงไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วกระมัง
........
คิดได้ดังนั้น นางก็โศกเศร้าสุดจะทนทาน
“ท่านสวามี อย่าได้บีบบังคับข้าเลยได้หรือไม่ ข้าไม่อยากมีลูกอีกแล้วจริงๆ .......”
เยี่ยจือเฟิงได้ยินนางเอ่ยวาจาเช่นนั้น ก็กล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “ข้าบีบบังคับเจ้าอย่างไร การมีบุตรหาใช่สิ่งที่สตรีพึงกระทำหรือ แล้วบุตรสะใภ้บ้านใดเล่าที่ไม่ยอมมีบุตร เหตุใดพอถึงเจ้า จึงกลายเป็นว่าข้าบีบบังคับเจ้า.......หลี่เสี่ยวชิง เจ้าไม่คิดจะใช้ชีวิตคู่กับข้าแล้วใช่หรือไม่ หากคิดจะเลิกรา ข้าจะเขียนใบหย่าส่งเจ้ากลับบ้านเดิมเดี๋ยวนี้”
“หา.......หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ท่านสวามี ข้ามิได้.......ข้า.......ข้ายินดีมีบุตรให้แก่ท่าน.......”
กล่าวจบ นางก็ซุกศีรษะบนเตียงอุ่นพลางร่ำไห้เสียงเบา
เยี่ยจือเฟิงได้ยินนางร่ำไห้ ก็รู้สึกรำคาญใจยิ่ง
“หากจะร้องไห้ ก็จงออกไปร้องให้ไกลหู ข้าจะนอน”
หลี่เสี่ยวชิงได้ยินวาจาของเขา ก็เหมือนถูกมีดกรีดลงกลางใจ
“ข้า.......ข้า.......”
อ้ำอึ้งอยู่นาน ในที่สุดนางก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ตรงไปยังโรงครัวข้างๆ
ในบ้านหลังนี้ สถานที่เพียงหนึ่งเดียวที่พอรองรับนางได้ ก็คงเป็นเพียงโรงครัวเรียบง่ายเย็นเยียบด้วยลมหนาวแห่งนี้กระมัง
คิดได้ดังนั้น นางก็อดกลั้นน้ำตามิได้อีก
เมื่อจ้าวอาจือกลับมาจากข้างนอก เห็นคนที่กำลังลอบร่ำไห้อยู่ในโรงครัว ก็รีบรุดเข้าไปหา