“ไปเถิด พวกเราไปจัดการหมูป่ากันก่อน”
หลินซีวางกระบุงใส่สมุนไพรไว้บนที่สูง จากนั้นก็ติดตามสองพี่น้องเข้าไปในป่าลึก
ที่แท้จุดที่เยี่ยจือซ่วงตีหมูป่าก็ไม่ได้ห่างจากที่ซึ่งนางเก็บสมุนไพรเมื่อครู่สักเท่าไหร่ เดินไปได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ทั้งสามยังเข้าไปไม่ถึง ก็ได้ยินเสียงหายใจ “ฮึ่กฮั่ก” ดังมาแต่ไกล
“ยังไม่ตายอีกหรือ?” เยี่ยจือซ่งมองไปทางเหล่าอู่ข้าง ๆ ด้วยความแปลกใจ
เมื่อครู่เหล่าอู่ยิงธนูไปที่ตาหมูป่ามันพุ่งชนต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง พอมันชนต้นไม้ไปห้าหกต้น ก็ถูกก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งอัดจนสลบ ล้มลงนอนนิ่งไม่ขยับ
เยี่ยจือซ่วงเอาแต่ตื่นเต้นดีใจ ยังไม่ได้เข้าไปดูว่ามันตายแล้วหรือยัง
หลินซีได้ยินเสียงหายใจอันหนักหน่วงของหมูป่า ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แผ่นหลังวาบเย็น
มองเห็นในพงหญ้าเบื้องหน้า พืชสมุนไพรและไม้พุ่มจำนวนมากถูกกดทับหักโค่น บนนั้นนอนทับอีตัวดำปี๋น่าเกลียดมีเขี้ยวยาวสองซี่
หมูป่า: เจ้ามีมารยาทหรือไม่?
“เสี่ยวจิ่ว หมูป่ากินคนหรือไม่?”
[นายท่าน ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์หมูป่าเป็นสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ โดยหลักแล้วกินราก ลำต้น ใบ ผล และเมล็ดของพืชเป็นอาหาร แล้วยังจับแมลงและสัตว์ขนาดเล็กบางชนิดกินด้วย ส่วนมนุษย์นั้น! อย่างมากก็แค่กัดบาดเจ็บหรือกัดตาย หาได้กินคนไม่ เว้นเสียแต่ว่าพวกท่านพบหมูป่าดุร้ายยิ่งยวด มันถึงจะถือว่าพวกท่านเป็นเหยื่อ กัดตายแล้วแทะกิน...]
“พอได้แล้ว เจ้าอย่าพูดต่อเลย!”
หลินซีขนลุกขึ้นอีกครั้ง นี่มันหมูป่าชัด ๆ เลยนะ!
นางก้าวเข้าไปใกล้ก้าวหนึ่ง พิจารณาหมูป่าที่นอนอยู่บนพื้นอย่างละเอียด ตาขวายังมีเลือดไหลไม่หยุด น่าจะเป็นตำแหน่งที่เหล่าอู่ยิงธนูเข้าไปเมื่อครู่ ตอนนี้ลูกธนูไม่รู้ว่ามันชนหล่นหายไปไหนแล้ว
