ยามบ่ายเหล่าอู่นำรถมาคืน เยี่ยจือชิวให้เขาคราหน้าเข้าเขาไปอีกช่วยจับตาดูว่ามีไม้เหมาะ ๆ หรือไม่ นางหมายใช้ทำไม้ค้ำยัน
“ทำไม้ค้ำยันไปไย?” เหล่าอู่ตะลึงงัน
เยี่ยจือชิวมิอาจปิดบังแววตายินดี “ขาของข้าบัดนี้ยืนได้แล้ว อยากทำไม้ค้ำยันให้ตนเองสักคู่ หัดยืนขึ้นเดินด้วยตนเอง”
“จริงรึ? ดีเหลือเกินพี่ใหญ่ ขาของท่าน...”
เหล่าอู่มิรู้จะพรรณนาความรู้สึก ณ ขณะนี้เช่นไร ดวงตาร้อนผ่าวอยู่บ้าง
เยี่ยจือชิวใจหายวาบ “พอเถิด อายุเท่าใดกันแล้ว ยังเป็นเช่นเด็กน้อย เจ้ายามนี้ยังจะเข้าเขาไปอีกหรือไม่?”
“อืม บิดาบอกให้ข้าไปดูกับดักในเขาว่ามีเหยื่อบ้างหรือไม่ ข้าไปไม่นานก็กลับ พอดีช่วยหาดูว่าไม้แบบไหนเหมาะกับพี่” เยี่ยจือซ่วงเช็ดหางตาพลางกล่าวอย่างยินดี
“ได้ เจ้าเองก็ค่อย ๆ ไปเถิด อย่าพักในเขาจนค่ำมืด”
“ทราบแล้วพี่ใหญ่ ข้าไปล่ะนะ!”
เยี่ยจือซ่วงเปี่ยมสุขเดินออกจากลานบ้าน ผ่านหลินซีและหลินตงสองพี่น้องก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่หลิน ท่านพี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไปบนเขาล่ะ!”
หลินตงมองเขามุ่งหน้าไปทางเขาหนานซานอย่างเบิกบาน ใบหน้าอดเผยรอยยิ้มมิได้
“เจ้าคนนี้ เหตุใดถึงได้ยินดีเพียงนี้!”
“ใครเล่าจะรู้?”
หลินซีหัวเราะเบา ๆ พวกพี่น้องสกุลเยี่ยล้วนนับว่าเหล่าอู่ไร้ความลับลมคมใน จิตใจตรงไปตรงมา
ตลอดวันนอกจากกินและเล่นแล้ว สิ่งใดที่ชวนให้สนใจได้มากที่สุดก็มีเท่านี้
เยี่ยจือชิวนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน หิ้วตะกร้าหญ้าเขียวจากในลานเดินไปทางคอกกระต่ายด้านข้าง
