"ในซอกเขาอย่างข้านี่ ทางการยังจะหาเจออีกหรือ หากไม่ได้จริง ๆ เรากลับไปซ่อนตัวในหุบเขาลึกเลี่ยงภัยก็ไม่ดีหรือ" ชายชราอายุมากที่สุดคนหนึ่งร้องถามเสียงดัง
ผู้ใหญ่บ้านย่นคิ้วแน่นหนักขึ้น "แต่ใครเล่าจะรับรองได้ว่าจะซ่อนตัวอยู่ที่นั่นตลอด ไม่ต้องออกเข้าก็ไม่เข้าเมือง"
"ไร้ทะเบียนบ้านเจ้าก็เข้าเมืองกับอำเภอไม่ได้ ซื้อข้าวและเกลือก็ไม่ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเราจะใช้ชีวิตเช่นไรกัน"
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวก็มิไร้เหตุผล ในยุคนี้ทะเบียนบ้านก็สำคัญดุจบัตรประชาชนของคนยุคปัจจุบัน
พอถึงยามยุคสมัยวุ่นวายก็ยิ่งสำคัญเป็นทวีคูณ
เข้าเมืองต้องถูกตรวจสอบตัวตน ซื้อข้าว ซื้อเกลือ ซื้อน้ำมันล้วนต้องดูทะเบียนบ้านแล้วแจกจ่ายตามจำนวนคน
หากไร้ทะเบียนบ้านก็ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนป่า ซ่อนอยู่ในขุนเขาไม่เคยออกมาชั่วกัป
แต่หากต้องการทะเบียนบ้าน ก็ต้องเสียภาษีรัชชูปการ ภาษีที่ดิน ภาษีข้าวตามนโยบายของราชสำนักตรงตามกำหนดเวลา
ส่วนที่ดินรกร้างที่พวกเขาเองบุกเบิกนั้นไม่ต้องเสียภาษี
ฉะนั้นแม้สองสามีภรรยาหลินซีต้องเสียภาษีตามอัตราสี่ส่วน ก็มิได้มีผลกระทบต่อพวกเขามากนัก
เดิมทีพวกเขาก็ไม่มีไร่นา ที่ดินทั้งหมดเป็นที่รกร้าง
เพียงแต่ต้องเสียค่าภาษีรัชชูปการสองคนกับภาษีที่ดินของที่ตั้งบ้านก็พอแล้ว
"ข้ากับเจ้าต้องเสียภาษีเท่าใดกัน" หลินซีถามเยี่ยจือชิวเสียงเบา
เยี่ยจือชิวคิดคำนวณละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง "ภาษีรัชชูปการคนละ 500 อีแปะต่อปี พวกเราสองคนต้องเสียหนึ่งตำลึงเงิน ภาษีที่ดิน... เราไม่มีไร่ก็จึงไม่ต้องเสียรายการนี้ ภาษีตัวเรือนตอนทำเรื่องเปลี่ยนเจ้าบ้านได้จ่ายไปแล้ว หน้าบ้านกับหลังบ้านรวมกันเป็นสองหมู่ คิดเป็นห้าตำลึงเงิน"
