ชั่วพริบตา หลินซีก็มาอยู่ที่นี่ใกล้จะสามเดือนแล้ว
ข้าวในนาริมประตูกอออกรวงหมดแล้ว อีกหนึ่งหรือสองเดือนก็จะสุกแก่เก็บเกี่ยวได้
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างเฝ้าคอยให้พืชผลในทุ่งสุกเร็ว ๆ จะได้ต่อลมหายใจในยามที่เสบียงใกล้ขาดแคลน
มีอยู่หลายครั้งที่หลินซีเดินผ่านกลางหมู่บ้าน มองเห็นผักป่า เห็ด และหน่อไม้หลากหลายที่ตากไว้บนหลังคา ในลานบ้าน และหน้าประตูของแต่ละครัวเรือน
สามารถจินตนาการได้ว่าชีวิตพวกเขาลำบากเพียงใด หากไม่ใช่เพราะมีภูเขาใหญ่ค้ำจุน มีผักป่าพอประทังชีวิต เกรงว่าคงเหมือนผู้อพยพในเมืองที่ต้องเร่ร่อนหนีตายไปทั่วทุกสารทิศ
ระยะนี้ผู้อพยพที่อำเภอหลิน อำเภอฟาง และอำเภอชิงเหอเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากันว่าล้วนเป็นผู้อพยพหนีตายมาจากทางใต้
เมืองทางใต้ติดชายแดน การเกณฑ์ทหารที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีและภาษีส่วนเพิ่มบีบคั้นให้ชาวบ้านทุกข์ทนแสนสาหัส ต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเร่ร่อนหนีตาย
เช้าตรู่วันนี้ หลินซีได้ยินเสียงฆ้องทองเหลืองดังขึ้นในหมู่บ้าน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เยี่ยจือชิวได้ยินเสียงจึงเข็นเก้าอี้ล้อเลื่อนออกมาจากบ้าน “ในหมู่บ้านมีเรื่องจะประกาศ ซีเอ๋อร์ เจ้าเก็บข้าวของแล้วพวกเราไปดูด้วยกันเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลินซีฟังแล้วนึกถึงที่เคยเห็นในนิยายและละครโทรทัศน์ที่ผ่านมา โดยทั่วไปแล้ว หากผู้ใหญ่บ้านหรือหลี่เจิ้งตีฆ้องในหมู่บ้าน มักจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
“ได้ ข้าจะเข็นเจ้าไปด้วย”
หลินตงเดินออกมาจากบ้านด้านข้าง “เช่นนั้นข้าต้องไปกับพวกเจ้าด้วยหรือไม่”
