“HELLO ขอแชมเปญ PLEASE”
ซือเต๋อหลินก้าวขึ้นเครื่องบิน ในที่สุดหัวใจที่แขวนค้างอยู่ก็สงบลงเสียที
แอร์โฮสเตสผมทองเข็นรถอาหารผ่านซือเต๋อหลิน
แล้วยื่นแชมเปญหนึ่งแก้วให้เขา
“Cheers~~~” ซือเต๋อหลินยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่มอย่างเอร็ดอร่อย...
“ได้ค่ะ คุณผู้ชายกำลังฉลองเรื่องอะไรอยู่เหรอคะ”
“ฉลองอิสรภาพ! ฮี่ ๆ!!!”
แชมเปญสะท้อนแสงสีทองอ่อนเป็นโค้งอยู่ตรงหน้าต่างเครื่องบินกลางเวหา
ฟองแชมเปญพุ่งขึ้นไป “ซู่ซ่า”
ราวกับฝูงมดที่กำลังหนีตายขึ้นไปยังหมู่เมฆ
ในห้องโดยสารมีอุณหภูมิคงที่และเงียบสงบ แม้แต่เสียงคำรามของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนก็ยังถูกชั้นเก็บเสียงหนา ๆ กลืนหายไปอย่างนุ่มนวล
ซือเต๋อหลินแตะแก้วก้านสูงกับขอบโต๊ะโลหะเบา ๆ เกิดเสียง “ติ๊ง” แผ่วเบา
เขาเอนกายพิงเบาะอย่างผ่อนคลายสบายใจ ราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะมาได้...
“คุณผู้ชาย รับเพิ่มอีกไหมคะ” แอร์โฮสเตสโน้มตัวลงมา พร้อมรอยยิ้มและมุมโค้งที่ได้มาตรฐาน มือประคองถาดเงินไว้
“เอาไว้ก่อน”
ทว่าอากาศในศูนย์บัญชาการเขตทหารภาคใต้กลับเย็นเยียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
“จับตัวกลับมาได้แล้ว!” ทหารสองนายกึ่งประคองกึ่งลากคนเข้ามา
เสี่ยวหม่า คนขับรถในเครื่องแบบสีดำ ถูกกดให้นั่งลงบนเก้าอี้สอบสวน มือทั้งสองข้างถูกไพล่หลัง เหงื่อเม็ดแล้วเม็ดเล่าไหลลงจากหน้าผาก
กู่เจิ้นซานใช้เท้าถีบเก้าอี้โลหะให้หันกลับมาตรง ก่อนโน้มตัวลง น้ำเสียงดังก้องราวกับรถบดถนนบดทับก้อนกรวด “พูดมา ซือเต๋อหลินอยู่ที่ไหน”
