“เจ้าของร้าน คุณคิดว่ายังไงครับ?”
หยางสุ่ยเซิงไม่ได้ตอบพี่เป่าทันที แต่หันไปมองเจ้าของร้านที่ยืนกอดเงินห้าร้อยหยวนไว้แน่น สีหน้าล่องลอย ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “จัดการแบบนี้ได้ไหมครับ?”
“ได้...ได้ค่ะ! ได้แน่นอน!”
เจ้าของร้านสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกหยางสุ่ยเซิงถาม ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน เธอรีบพยักหน้าหงึกหงัก “น้องชาย...ไม่สิ คุณหยาง ขอบคุณนะคะ”
แววตาที่เธอมองหยางสุ่ยเซิงเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำหรับเธอแล้วช่างเหมือนความฝันที่ไม่เป็นจริงเอาเสียเลย
“เอาละ ในเมื่อเจ้าของร้านบอกว่าได้ เรื่องนี้ก็จบกันเท่านี้”
หยางสุ่ยเซิงพยักหน้าให้พี่เป่าที่ยังค้อมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง น้ำเสียงกลับมาเรียบเฉย “อย่ามายืนขวางอยู่ในร้านคนอื่นอีก พาคนของนายไปทำธุระของตัวเองเถอะ”
“ครับ! ขอบคุณพี่หยาง ขอบคุณที่เมตตาครับ”
พี่เป่าราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบยืดตัวขึ้นแล้วยกมือคารวะหยางสุ่ยเซิงอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็หันไปตะโกนใส่ลูกน้องกลุ่มที่ยืนตะลึงอยู่ตรงประตู “ยังยืนบื้ออะไรกันอีกวะ! ไม่ได้ยินที่พี่หยางพูดหรือไง? ไสหัวไป! ออกไปให้หมด!”
พวกอันธพาลกว่ายี่สิบคนราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน รีบเก็บอาวุธในมือ ก้มหน้าก้มตาวิ่งออกไปอย่างหงอ ๆ แต่ละคนแย่งกันวิ่งเร็วที่สุด
พี่เป่าเองก็รีบลนลานออกจากร้านเล็ก ๆ กลัวว่าหากชักช้า หยางสุ่ยเซิงจะเปลี่ยนใจ
“เอี้ยเป่า”
ทว่าในจังหวะที่เท้าข้างหนึ่งของพี่เป่ากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงเรียบนิ่งของหยางสุ่ยเซิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พี่หยาง ยังมีอะไรจะสั่งอีกไหมครับ?”
พี่เป่าตัวแข็งทื่อ รีบหันกลับมา ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มประจบอย่างนอบน้อม
“ต่อไปถ้ายังมีลูกน้องของนาย หรือพวกอื่นที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง มาหาเรื่องร้านนี้ หรือทำให้เจ้าของร้านเปิดร้านต่อไม่ได้อีก...”
หยางสุ่ยเซิงมองเขาด้วยแววตาสงบนิ่ง น้ำเสียงไม่ได้ดังนัก แต่กลับทำให้แผ่นหลังของพี่เป่ามีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาอีกชั้นในพริบตา
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยทีละคำ “ฉันจะไปจัดการนายเอง เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ!”
