ชายหนุ่มกลับมาอย่างรวดเร็ว พอก้าวเข้ามาในลานเล็ก ๆ ก็เห็นเจียงเซี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้
เมื่อได้ยินเสียง เจียงเซี่ยหันไปมองทางประตู ก็เห็นว่าเป็นชายคนเดิมที่ไปแจ้งตำรวจเมื่อครู่
“ตำรวจล่ะ?” เจียงเซี่ยกวาดตามองไปด้านหลังชายหนุ่ม แล้วถามพลางขมวดคิ้ว
“อยู่ข้างหลังครับ อีกเดี๋ยวก็มาแล้ว” พอเห็นเจียงเซี่ยขมวดคิ้ว ชายหนุ่มก็รีบอธิบายทันที
ได้ยินดังนั้น เจียงเซี่ยก็โล่งอก จากนั้นจึงเงยหน้ามองชายหนุ่มอีกครั้ง
“สหาย สวัสดีครับ ผมชื่อฉินอวิ๋นไห่ เป็นทหาร วันนี้กลับบ้านมาเยี่ยมญาติ พอออกจากสถานีรถไฟก็เห็นว่าคนพวกนี้มีพิรุธ เพื่อไม่ให้พวกเขารู้ตัว ผมเลยตามอยู่ห่าง ๆ …”
แต่พอเขามาถึง ก็เห็นหญิงสาวตรงหน้าจัดการคนพวกนั้นจนหมดแล้ว
ฉินอวิ๋นไห่มองเจียงเซี่ยด้วยสายตาลุ่มลึก เห็นเธอมีท่าทางบอบบางอ้อนแอ้น ก็ไม่คิดเลยว่าจะระเบิดพลังได้มากขนาดนี้
“เจียงเซี่ย เป็นปัญญาชนที่ลงชนบทค่ะ” หลังจากสู้มาหลายยก เจียงเซี่ยก็เริ่มเหนื่อย พูดจบแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
ฉินอวิ๋นไห่ดูออกว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูด จึงรู้จักกาลเทศะ ไม่เข้าไปรบกวน แล้วหันไปมองคนพวกนั้นที่อยู่ข้าง ๆ แทน
ขณะนั้นเอง ในที่สุดตำรวจก็ปรากฏตัวขึ้นสองสามนาย
เจียงเซี่ยลุกจากเก้าอี้ ชี้ไปทางห้องครัวแล้วพูดว่า “ฉันย้ายทุกคนไปไว้ข้างในแล้ว…”
ตำรวจสองนายได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งตรงไปทางห้องครัวทันที
ตำรวจอาวุโสที่เหลืออีกนายมองเจียงเซี่ยกับฉินอวิ๋นไห่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ต้องขอโทษด้วยนะครับ อาจต้องรบกวนพวกคุณไปที่กรมตำรวจ เพื่อให้ปากคำสักหน่อย”
เจียงเซี่ยได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำเสร็จก่อนบ่ายสองได้ไหมคะ?”
