มือที่ถือแก้วน้ำของฉินชิงหลีชะงัก
ตอนนี้เธอใส่แค่ชุดนอนสายเดี่ยวสีขาวตัวเดียว
ใส่แบบนี้เต้นรำงั้นเหรอ
หน้าฉินชิงหลีแดงขึ้นทันใด เธอยังขี้อายเกินไป ขยับตัวนิดหน่อยก็เขินง่าย
แต่เมื่อเห็นแววตาเป็นประกายเปี่ยมความคาดหวังของเจียงชิวเหย่อที่จ้องมองเธอ
ฉินชิงหลีเม้มมุมปากเบาๆ ก็ไม่กล้าปฏิเสธเขา หน้าแดงพลางพูดเสียงเบา
“เช่นนั้น…ก็ได้…”
“ฉันเต้นรำคลาสสิกให้ดูนะ”
เดิมทีสิ่งที่ฉินชิงหลีถนัดที่สุดก็คือระบำคลาสสิก
ระบำแนวอื่นก็พอเต้นได้ แต่ไม่คล่องแคล่วเท่าระบำคลาสสิก
แววตาของเจียงชิวเหย่อลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย เงยหน้ามองเธอนิ่ง ดวงตารุ่ยเฟิ่งเย็นชาลึกล้ำดั่งแอ่งน้ำนั้นซ่อนอารมณ์ร้อนแรงคลุมเครือที่คนอ่านไม่ออกไว้มากมาย
เขายิ้มพลางพยักหน้า ลุกขึ้นเดินไปถึงห้องนั่งเล่น น้ำเสียงอ่อนโยนลึกซึ้งว่า “ได้ ตามใจเธอ”
ฉินชิงหลียืนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่กว้างพอสมควร
แสงจันทร์เย้ายวน สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง
แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องปกคลุมทั่วร่างเธอ สะท้อนกับไฟในร่มสีเหลืองนวล ก่อเกิดออร่าบางเบาเลือนรางห่อหุ้มตัวเธอ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กงามอ่อนหวานมีสีหน้าอ่อนโยนดุจสายน้ำ
ฉินชิงหลียืนใต้แสงจันทร์ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกระจ่าง
ทุกอิริยาบถของเธอเต็มไปด้วยความสง่างาม ท่วงท่าร่ายรำคล่องแคล่วเบาบางตรึงใจ เอวบางนุ่มนิ่ม ประสานกับเสียงฮัมเพลงใสกังวานไพเราะของเธอ บิดกายเป็นท่วงท่าสวยงามน่ามองต่างๆ สะท้อนกับออร่าเลือนราง ราวกับเป็นภาพวาดพู่กันจีนโบราณที่เคลื่อนไหวได้ หรือประหนึ่งเทพธิดาจากสวรรค์ลงมาจุติ
ดวงตาของเจียงชิวเหย่อหดเกร็งขึ้นทันใด ทั้งคนตะลึงค้างอยู่กับที่ แววตาพลันจุดประกายเปลวไฟขึ้น คล้ายตกตะลึงมองโดยไม่รู้ตัว
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงอย่างฝืดฝืน คอพลันแห้งคันเล็กน้อย คล้ายกำลังโหยหาอะไรสักอย่าง
หนึ่งบทเพลงจบลง
