“ท่านแม่ทัพ จดหมายจากว่าการอำเภอ ผู้ว่าอำเภอถานลงลายมือเองขอรับ”
เกาหยางฉีกซองจดหมายออก กวาดสายตาอ่านเพียงสองตา คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน
เสิ่นรั่วหลานอยู่ใกล้ ๆ พอดี เห็นสีหน้าของเขาเช่นนั้นจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
เกาหยางยื่นจดหมายให้นาง
เสิ่นรั่วหลานอ่านจบ สีหน้าก็หม่นลงเช่นกัน
“เขาจะตรวจบัญชีโรงกลั่นกับเตาอิฐหรือ”
“มิใช่แค่ตรวจบัญชีเท่านั้น” เกาหยางรับจดหมายคืนจากมือนาง แล้วดีดกระดาษเบา ๆ “เขากำลังบอกข้าว่า ในอำเภอชิงสือ เขาต่างหากที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ”
“เจ้าจะทำอย่างไร” เสิ่นรั่วหลานถาม
เกาหยางพับจดหมายเก็บไว้ในอกเสื้อ พลางหัวเราะเบา ๆ “ชักช้าไว้ก่อน”
“ชักช้าหรือ”
“ใช่ ชักช้า เขาอยากตรวจบัญชีมิใช่หรือ สมุดบัญชีอยู่ที่โรงกลั่น แต่ที่บัญชีของโรงกลั่นกลับบ้านเกิดไปเมื่อสองวันก่อน ทั้งยังเอากุญแจไปด้วย เปิดตู้ไม่ได้ รอที่บัญชีกลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
เสิ่นรั่วหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมา “เจ้าตั้งใจปล่อยให้เขารอหรือ”
“มิฉะนั้นจะทำอย่างไร” เกาหยางหัวเราะเยาะ “หากข้าซื่อสัตย์ส่งสมุดบัญชีไปให้ ขั้นต่อไปเขาก็จะให้ข้าส่งบัญชีภาษีทุกเดือน ต่อจากนั้นก็จะส่งคนมาตรวจคลังสินค้า แล้วจากนั้นอีกก็จะหาเหตุมาเรียกเก็บภาษีเพิ่ม
“เรื่องเช่นนี้ข้าเห็นมามากแล้ว ขุนนางฝ่ายพลเรือนใช้จัดการขุนนางฝ่ายทหารก็มีอยู่ไม่กี่วิธี เริ่มจากตรวจบัญชี แล้วจับผิด สุดท้ายก็ตัดสินโทษ ขอเพียงข้าไม่เปิดโอกาสให้เขาตรวจบัญชี เขาก็ทำอะไรข้าไม่ได้”
เสิ่นรั่วหลานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “แล้วเจ้าคิดจะชักช้าไปถึงเมื่อใด”
“จนกว่าเขาจะรอไม่ไหว ขืนเขาคอยหาทางกลั่นแกล้งข้าเป็นครั้งคราว แล้วข้าต้องคอยรับมือทุกคราเช่นนั้นหรือ หากจะลงมือ ก็ลงมือครั้งใหญ่ไปเลย!”
