เปลือกตาของถานฝู่กระตุกวูบหนึ่ง
ตระกูลเจิ้งแห่งหยงหยาง
เรื่องที่เจิ้งป๋อยวนถูกปลดจากตำแหน่งและริบทรัพย์สินนั้น เขารู้ดีอยู่แล้ว แต่เจิ้งป๋อตายังคงรับราชการเป็นผู้ช่วยราชการอยู่ที่เหลียงโจว
หากเจิ้งป๋อตาคิดล้างแค้นแทนญาติผู้น้องจริง ๆ ชีวิตของเกาหยางคงไม่สงบสุขนัก
ที่ซุนหมิงยวนกล้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าระหว่างเขากับเจิ้งป๋อตาคงติดต่อกันแล้ว
“ท่านซุนเอี่ยวอุตส่าห์เป็นห่วง” ถานฝู่ประสานมือคารวะ “เปิ่นกวนยังมีราชการต้องจัดการ จึงไม่ขอรั้งท่านไว้ต่อ”
ซุนหมิงยวนประสานมือคารวะ แล้วเดินจากไปพลางโบกพัด
ถานฝู่ยืนอยู่หน้าประตูห้องด้านหลัง มองแผ่นหลังของซุนหมิงยวนลับหายไปหลังประตูรูปจันทร์ คิ้วขมวดเป็นปม
เขาไม่ใช่คนโง่
คำพูดของซุนหมิงยวนในวันนี้ ฟังเผิน ๆ คล้ายกำลังระบายความไม่เป็นธรรมแทนเขา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการยุยง
ตระกูลซุนหมายตาโรงกลั่นกับเตาอิฐของเกาหยาง จึงอยากอาศัยมือถานฝู่หยั่งเชิงว่าเกาหยางมีตื้นลึกหนาบางเพียงใด
ถานฝู่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น มารับราชการอยู่ชายแดน สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็คือการล่วงเกินขุนพลที่กุมอำนาจทหารไว้ในมือ
แม้เกาหยางจะเป็นเพียงเซี่ยนเว่ยขั้นแปด แต่ในมือมีทหาร เบื้องหลังมีเหวินไหวเลี่ย อีกทั้งชาวบ้านยังเข้าข้างเขา คนเช่นนี้จะหาเรื่องได้ตามใจหรือ?
แต่เมื่อคิดดูอีกที ซุนหมิงยวนก็พูดไม่ผิดอยู่ข้อหนึ่ง
กิจการของเกาหยางล้วนอยู่ในอำเภอชิงสือ บัญชีภาษียังเป็นช่องว่างมาจนถึงทุกวันนี้
หากเขาจับจุดอ่อนของเกาหยางในเรื่องนี้ได้ ถึงจะควบคุมอีกฝ่ายไว้ทั้งหมดไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้เกาหยางรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ในอำเภอชิงสือ
