ทั้งสองเดินตามเส้นทางที่เคยเดินเมื่อวาน มุ่งหน้าไปยังไหล่เขาอีกครั้ง
วันนี้เกาเวินกล้าหาญกว่าเมื่อวานมาก ฝีเท้าก็เร็วขึ้นหลายเท่า
ระหว่างทางถึงกับฮัมเพลงสั้น ๆ ออกมาสองสามท่อน อารมณ์ดีไม่น้อย
“พี่ใหญ่ เบาเสียงหน่อย” เกาไท่ขมวดคิ้ว “บนเขายังมีนายพรานคนอื่น หากมีใครได้ยินเข้าคงไม่ดี”
“จะกลัวอะไร?” เกาเวินไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “ภูเขาเป็นของทุกคน เหยื่อก็เป็นของทุกคน ใครเก็บได้ก็เป็นของคนนั้น อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ได้ไปเก็บกับดักของคนอื่นเสียหน่อย แค่บังเอิญผ่านมาแล้วเจอเท่านั้น”
เกาไท่ไม่ตอบ แต่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงบริเวณป่าสนที่เก็บกระต่ายป่าได้เมื่อวาน
เกาเวินเดินไปทางพุ่มไม้ด้วยความคุ้นเคย พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ ดวงตากลอกไปมา
“เมื่อวานเราเก็บได้แถวนี้แหละ กระต่ายตัวนั้นติดบ่วงเชือกอยู่ ตอนข้าแกะมันออก มันยังถีบขาอยู่สองสามที...”
เกาเวินพูดพลางเดินไปทางต้นสน
แต่พอเดินไปถึงก็เห็นว่าต้นสนที่ผูกบ่วงเชือกไว้เมื่อวานยังอยู่ ทว่าบ่วงเชือกกลับหายไปแล้ว
เหลือเพียงเชือกป่านสั้น ๆ ที่ถูกตัดขาด ยังผูกอยู่กับลำต้น แกว่งไหวเบา ๆ ตามสายลม
เกาเวินชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง
“บ่วงเชือกหายไปแล้วหรือ?”
เขารีบเดินไปที่ต้นสน แล้วแตะเชือกที่ขาดอยู่
รอยตัดเรียบกริบ ถูกตัดด้วยมีด
สีของเชือกป่านยังดูใหม่ คงเพิ่งถูกตัดเมื่อวานหรือวันนี้
