เกาไท่เดินออกมาจากหลังก้อนหิน สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก “พี่ใหญ่ ไหนบอกว่าจับได้แน่ไม่ใช่หรือ?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะไม้ของเจ้าฟาดขาข้า ข้าจะไล่ไม่ทันได้อย่างไร?”
เกาเวินระบายโทสะทั้งหมดใส่เกาไท่ ก่อนจะขว้างขนนกในมือลงพื้นอย่างแรง
เกาไท่หัวเราะเยาะ “เจ้าพุ่งพลาดเอง จะมาโทษข้าได้อย่างไร?”
ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันอยู่ข้างพุ่มไม้ ไม่มีใครยอมใคร
สุดท้ายเกาเวินก็เป็นฝ่ายหมดแรงก่อน เขาทิ้งตัวลงนั่งบนก้อนหิน หอบหายใจถี่
“บัดซบ จับไก่ป่านี่ไม่ใช่งานของคนจริง ๆ”
เกาไท่ไม่ได้นั่ง เขากวาดตามองรอบด้าน ก่อนสายตาจะไปหยุดที่ผืนดินใต้ก้อนหินใหญ่ ซึ่งถูกไก่ป่าคุ้ยเขี่ยไว้
ดินชื้นแฉะ ข้าง ๆ มีกอพืชเตี้ย ๆ ขึ้นอยู่หลายกอ ใบออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน และมีดอกเล็กสีม่วงบานอยู่
ดวงตาของเกาไท่หรี่ลง
เขาเดินเข้าไปย่อตัว แล้วใช้มือพลิกดูต้นไม้เหล่านั้น
รากไม่ลึกนัก ถูกไก่ป่าคุ้ยขึ้นมาเกือบครึ่ง เผยให้เห็นเหง้าสีน้ำตาลเหลืองท่อนหนึ่งอยู่ข้างใต้
เกาไท่ดึงเหง้าขึ้นมา แล้วชั่งน้ำหนักในมือ
“พี่ใหญ่ มาดูนี่สิ”
เกาเวินลุกขึ้นอย่างหงุดหงิดแล้วเดินเข้าไปหา “อะไร?”
“ท่างเซิน” เกาไท่ยื่นเหง้าให้เกาเวินดู “เมื่อวานซืนพี่รองไม่ได้ขุดท่างเซินมาได้หลายรากหรอกหรือ? คนในหมู่บ้านบอกว่าเขาขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรได้ไม่น้อย แถวนี้ก็มีเหมือนกัน”
เกาเวินรับท่างเซินมาพินิจดู แววโลภวาบขึ้นในดวงตา “ของนี่ขายได้เท่าไร?”
“ร้านขายยาในเมืองรับซื้อ รากหนึ่งอย่างน้อยก็หลายสิบอีแปะ” เกาไท่ตอบ “ถ้าเป็นของดี ขายได้ถึงร้อยอีแปะ”
