เกาเวินเองก็ถูกเสียงรบกวนปลุกให้ตื่น เขาใช้ไม้เท้าค้ำเดินออกมาจากเรือนโถง อาศัยแสงจันทร์มองเห็นคนคนหนึ่งขดตัวอยู่บนพื้นหน้าประตูรั้ว
เขายืนนิ่งอยู่นานกว่าจะจำได้ว่าคนนั้นคือเกาไท่
“น้องสาม?”
เกาไท่ได้ยินเสียงเขา จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
แสงจันทร์ส่องใบหน้าของอีกฝ่ายให้เห็นสันจมูกบิดเบี้ยวบวมช้ำ ทั้งหน้าบวมตุ่ยราวกับหมั่นโถวที่ขึ้นฟู
เกาเวินชะงักไปก่อน จากนั้นก็หัวเราะออกมา
เขาใช้ไม้เท้าค้ำเดินกะเผลกไปหยุดตรงหน้าเกาไท่ มองลงมาอย่างเหนือกว่า
“โอ้ นี่มิใช่บัณฑิตใหญ่แห่งบ้านเราหรอกหรือ? ไปหาความร่ำรวยที่ในเมืองมาแล้วหรือ? แล้วเหตุใดถึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้เล่า?”
เกาไท่ไม่คิดจะสนใจเขา เพียงยันพื้นค่อย ๆ ลุกขึ้น
แต่ปากของเกาเวินไม่มีทางหยุดง่าย ๆ เขาไม่คิดปล่อยโอกาสอันหาได้ยากยิ่งในการแสดงความเหนือกว่าของตนให้หลุดมือไป
“เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปหางานทำในเมืองหรือ? ไม่ได้บอกหรือว่าอยู่ในหมู่บ้านไม่มีอนาคต? แล้วผลเป็นอย่างไรเล่า?”
เกาเวินใช้ไม้เท้าเคาะพื้นข้างเท้าเกาไท่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก
“เงินเล่า? งานเล่า? เอาออกมาให้พี่ใหญ่ดูหน่อยสิ ข้าจะได้เห็นว่าบัณฑิตผู้มีอนาคตที่สุดในบ้านเราสร้างผลงานอะไรไว้บ้าง”
มุมปากของเกาไท่กระตุกเล็กน้อย
“ดูหน้าเจ้าสิ ถูกคนซ้อมจนแม้แต่มารดายังจำไม่ได้แล้วกระมัง? เจ้าไม่ใช่คนมีความคิดเป็นของตัวเองนักหรือ? ไม่ใช่บอกว่าจะรอให้สถานการณ์เปลี่ยนแล้วค่อยกลับมาหรือ?
“อย่างไรเล่า สถานการณ์ยังไม่ทันเปลี่ยนเจ้าก็กลับมาเสียแล้ว? หรือว่า...คนในเมืองเขาไม่ต้องการเจ้าอยู่แต่แรก?”
