เพื่อนเก่าได้เจอกัน ก็มีเรื่องคุยไม่รู้จบเสมอ
แถมพออยู่ต่อหน้ากัวซ่วย เฉินฟานก็ยิ่งดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
มันไม่เกี่ยวกับไว้ใจหรือไม่ไว้ใจหรอก เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดจากความคุ้นเคยที่สั่งสมมาหลายปีเสียมากกว่า
จนกระทั่งกินข้าวเสร็จ เฉินฟานถึงได้พูดถึงประเด็นสำคัญที่ชวนอีกฝ่ายมาเจอกันครั้งนี้
“ฉันเปิดร้านเน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่ง”
กัวซ่วยเบิกตากว้าง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“นายบอกว่าเปิดเน็ตคาเฟ่ของตัวเองเนี่ยนะ”
เฉินฟานเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าไอ้หมอนี่จะต้องมีปฏิกิริยาแบบนี้แน่ๆ
“เอาล่ะน่า อย่าเพิ่งตกใจไปเลย ไปดูด้วยตาตัวเองก่อนแล้วกัน”
กัวซ่วยก็ยังทำท่าไม่ค่อยเชื่ออยู่ดี
“นายเปิดเน็ตคาเฟ่ทำไมกัน แล้วเอาเงินมาจากไหน”
“แล้วเน็ตคาเฟ่นายไปเปิดอยู่ที่ไหนล่ะ”
เขายิงคำถามรัวเป็นชุด แต่เฉินฟานกลับไม่ยอมตอบอะไรทั้งนั้น กลับจูงมือไอ้หมอนี่ไปคิดเงินออกจากร้าน มุ่งตรงไปยังถนนคนเดินในเขตมหาวิทยาลัย
ตลอดทาง กัวซ่วยก็ยังรู้สึกว่านี่มันเหลือเชื่อเกินไป
เพราะเขาเองก็รู้จักเฉินฟานดี
พื้นเพครอบครัวก็ธรรมดา พ่อแม่ก็เป็นชาวนาธรรมดาๆ ไม่ได้มีเงินเก็บอะไรมากมาย ช่วยเฉินฟานอะไรได้ไม่มากนัก
ถ้าเฉินฟานเปิดร้านเน็ตคาเฟ่จริงๆ ก็มีแต่ต้องหาเงินมาด้วยตัวเอง
แต่หมอนี่มันไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกันนะ
“เฉินฟาน นายไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม”
เฉินฟานยิ้ม “ยังไม่เชื่ออีกเหรอ ฉันจะไปหลอกนายทำไมกัน”
“เปล่า” กัวซ่วยทำหน้างุนงง “อยู่ๆ นายก็นึกอยากเปิดร้านเน็ตคาเฟ่ขึ้นมาได้ยังไง”
“แล้วก็ การเปิดเน็ตคาเฟ่ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ นายเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมาย”
