หานซวี่ไม่เข้าใจว่าคำว่า ‘คิดไปเอง’ ของอู๋ตี๋หมายความว่ายังไง
เขาแค่รู้สึกงุนงงนิดหน่อย
“หรือนายอยากจะมีแฟนเป็นรุ่นพี่?”
“ทำไม? ไม่ได้เหรอ?”
หานซวี่อึกอักอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง
“ก็แก่นิดนึงนะ?”
“ฉัน...แม่งเอ๊ย!”
“นี่นายใสซื่อจริง ๆ หรือแกล้งทำ?”
อู๋ตี๋บ่นต่อ “แล้วใครกำหนดว่าฉันหารุ่นพี่มาเป็นแฟน?”
“ไม่เอาเป็นแฟน แล้วจะหารุ่นพี่ทำไม?”
“คุยกันเล่น ๆ หยอดคำหวาน ทำกิจกรรมสบายกายสบายใจ หน่อย ไม่ได้หรือไง?”
“ให้ตายเถอะ! นั่นมันก็แค่หาเพื่อนนอนไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมถึงจะไม่ได้ล่ะ?”
“พวกเราตกลงกันด้วยความสมัครใจ ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงอันแสนเหงานี้ ให้ไออุ่นของกายสัมผัสกัน ปลอบประโลมดวงจิตที่อ้างว้างของกันและกัน...”
แต่หานซวี่กลับส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้
“การคบกันโดยไม่ได้คิดจะแต่งงาน ล้วนคือการทำตัวเป็นนักเลงเจ้าชู้”
“เชี่ย... นายนี่มันคนยุคศตวรรษที่แล้วชัด ๆ”
ขณะที่เพื่อน ๆ ในห้องกำลังหัวเราะคิกคักกันอยู่นั้น สายตาของเฉินฟานก็กวาดมองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว
หวังว่าจะได้พบกับร่างคุ้นตานั้น
แต่น่าเสียดาย มหาวิทยาลัยหยุนไห่กว้างใหญ่มาก
การจะเจอซูรั่วฉูได้ในวันแรกของการเปิดเทอม ก็ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร
“น้องชาย... บังเอิญจังเลยนะ!”
ขณะที่เฉินฟานกำลังเหม่อลอย ก็ได้ยินเสียงหัวเราะราวกระดิ่งเงินดังมาจากข้างหลัง
หันไปมอง ก็เห็นสาวสวยในชุดเดรสสั้นสายเดี่ยวกำลังยิ้มแย้มโบกมือมาทางนี้
เฉินฟานพยายามคิดอย่างหนัก ถึงจะนึกได้ว่าอีกฝ่ายคือรุ่นพี่ที่เคยเจอที่ทางเดินหน้าห้องพักเมื่อวันก่อน
ดูเหมือนจะชื่อโม่ซืออวี่
