จ้าวเหลาซานช่วยไว้ไม่ทัน
ตอนซ่งจื้ออี้ประคองคางเขา ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ขาดห้วงอยู่ในลำคอแล้ว
ชีพจรใต้มือเธอเหมือนลูกคิดที่สายขาด กระจัดกระจายไปหมด
คนที่ล้อมอยู่หน้ากระท่อมไม่ได้แยกย้าย แต่ก็ไม่มีใครขยับเข้าใกล้ ชายชราคนหนึ่งถอนหายใจ ก่อนหันหลังเดินจากไป
ชายฉกรรจ์สองคนนั่งยองอยู่บนพื้น ไม่มีใครพูดอะไร
ชายที่เหม่อลอยอยู่พลันร้องไห้ขึ้นมา
เขาร้องไห้ไร้เสียง ไหล่กระตุกเป็นพัก ๆ
“เขาชื่ออะไร?” ซ่งจื้ออี้ถาม
“จ้าว...จ้าวเฉวียน” ชายคนนั้นปาดหน้า “ข้าอยู่กระท่อมเดียวกับเขามา 3 เดือน”
“แล้วเจ้าชื่ออะไร?”
“ชุยจิ่ว”
ซ่งจื้ออี้ลุกขึ้น มองไปรอบ ๆ “พี่ชุย รบกวนหาคนอีก 2 คนช่วยกันหามพี่จ้าวออกไปที อย่าทิ้งไว้ในป่า”
ชุยจิ่วชะงัก “แล้วจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน?”
“ขุดหลุมสักหลุม” ซ่งจื้ออี้บอก “ตื้นหน่อยก็ได้ กลบดินแล้วเอาหินทับไว้สัก 2 ก้อน”
มีคนส่งเสียงเยาะจากนอกกระท่อม “คนมาใหม่พิถีพิถันจริง ที่นี่ใครตายก็โยนเข้าป่า ปล่อยให้หมาป่ากัดกินจนหมดก็ถือว่าฝังแล้ว”
คนพูดเป็นหญิงร่างเตี้ยอวบ อายุราว 30 กว่า ดวงตากลอกไปมาอยู่ตลอด
สะใภ้เจิ้งนั่งฟั่นเชือกหญ้าอยู่ไม่ไกล แม้แต่หัวก็ไม่เงยขึ้นมา “ยายเจี่ย ปิดปากเสีย”
หญิงร่างเตี้ยอวบเบ้ปาก แต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำ
ซ่งจื้ออี้ได้ยินแซ่เจี่ย จึงจดจำไว้ในใจ
“พี่ชุย เขามีครอบครัวไหม?”
“มีลูกสาวคนหนึ่ง อยู่ที่สวีโจว” เสียงชุยจิ่วแหบพร่า “เขาพูดถึงทุกวันว่า ถ้าเก็บเงินค่าเดินทางได้ครบ จะให้ลูกสาวมาหาสักครั้ง”
ซ่งจื้ออี้ไม่ได้พูดอะไร